Showing posts with label Music. Show all posts
Showing posts with label Music. Show all posts

Thursday, August 23, 2007

แค่คนหลงทาง

Lost Highway
2007-08-23


Oh, the day we met, I went astray,
I started rollin' down that lost highway.





I'm a rolling stone, all alone and lost,
For a life of sin, I have paid the cost.
When I pass by, all the people say
"Just another guy on the lost highway."

Just a deck of cards and a jug of wine
And a woman's lies make a life like mine.
Oh, the day we met, I went astray,
I started rollin' down that lost highway.



I was just a lad, nearly twenty-two,
Neither good nor bad, just a kid like you,
And now I'm lost, too late to pray,
Lord, I've paid the cost on the lost highway.

Now, boys, don't start your ramblin' round,
On this road of sin or you're sorrow bound.
Take my advice or you'll curse the day
You started rollin' down that lost highway



+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-The Narrow Road to Oku--Matsuo Basho(Translated by Donald Keene)

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+

Tuesday, June 05, 2007

ถนน

2007-06-05



แจ๊คสัน บราวน์ (คนขวา) ขณะกำลังร้องเพลงอยู่บนรถ





เคยไหมที่..
เพลงดีๆ พาคุณล่องลอยออกไปไกลแสนไกล

คุณเคย...
นั่งเขียนอะไรถึงดวงจันทร์ที่อยู่บนฟ้า?

บางเวลา
คุณก็เฝ้าฝันถึงดวงดาวดวงนั้นอยู่?

คุณเคยเห็น?
ความเศร้าที่อยู่ในห้องของโรงแรมเก่าๆ ที่คุณพัก?

มองออกไปที่นอกหน้าต่าง
คุณเห็นเด็กผู้หญิงกำลังนั่งอยู่ในรถของพ่อ

บางเวลา
คุณอาจจะอยากร้องเพลงที่พูดถึงค่ำคืน

แล้วก็นั่งหัวเราะให้กับรอยแผลเป็นของคุณ

ตอนเช้านั่งกินกาแฟ ตอนบ่ายก็โคเคน
นั่งสนทนากันถึงสภาพอากาศ
แล้วก็แอบยิ้มให้กับห้องที่ว่างเปล่า

มีเสียงโทรศัพท์มาจากที่ที่แสนไกล
เสียงนั้นถามคุณว่า "เป็นยังไงบ้างสบายดีไหม"

บางเวลาคุณก็ต้องแกล้งทำเป็นลืมเรื่องที่พ่ายแพ้
ด้วยการพูดจากลบเกลื่อนด้วยเรื่องชัยชนะ

ถ้าคุณเคยรู้สึกอะไรแบบนี้

ที่ในบางค่ำคืนคุณอาจจะต้องนอนดูดาวผ่านช่องหน้าต่าง
ของรถที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วอยู่บนไฮเวย์

เหตุการณ์ทั้งหมดมันก็เหมือนกับสถานที่ ที่อยู่ที่สองข้างทาง
และชีวิตของคุณก็คือถนน
เมื่อคุณหยุดที่จะรับรู้สิ่งต่างๆเหล่านี้
คุณก็จะรู้สึกตกต่ำ

เอาน่า ไม่เป็นไร

สิ่งเหล่านี้มันก็แค่เมืองๆหนึ่ง
ที่อยู่ระหว่างทาง

เมื่อชีวิตคือถนน
และคุณคือนักดนตรี

ทั้งหมดมันก็เป็นแค่
เมืองอีกเมืองที่คุณต้องผ่านมันไป


+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+


Running On Empty(1977)--Jackson Browne

เพลง The Road อยู่ในอัลบั้มที่ห้าของ Jackson Browne ชื่ออัลบั้มว่า Running On Empty (1977) เป็นคอนเซ็ปท์อัลบั้ม เพลงทั้งหมดในอัลบั้มนี้เกี่ยวกับชีวิตนักดนตรี บางเพลงในอัลบั้มนี้แต่งตอนกลางคืนแล้วเอาไปร้องในคอนเสิร์ตที่เล่นในวันถัดไปแล้วบันทึกเสียงเก็บไว้ บางเพลงบันทึกเสียงบนรถบัสในขณะที่รถกำลังวิ่งไปบนไฮเวย์(เวลาที่ออกเดินสายเล่นคอนเสิร์ต—ซึ่งเราจะได้ยินเสียงเครื่องยนต์และเสียงยางรถยนต์บดกับถนนดังเบาๆ คลออยู่ด้วย) บางเพลงก็บันทึกเสียงในขณะที่เล่นอยู่ในบาร์เล็กๆ บางเพลงก็บันทึกเสียงในห้องพักของโรงแรม นี่ไม่ใช่บันทึกการแสดงสด(เอ๋ะ หรือใช่เพราะทุกเพลงบันทึกตอนเล่นสดๆ ) เพราะทุกเพลงเป็นเพลงใหม่ที่ไม่เคยร้องในอัลบั้มก่อนหน้านี้ และไม่มีเพลงไหนเลยในอัลบั้มนี้ที่บันทึกเสียงในห้องอัด ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง Forest Gump เพลง Running On Empty ในอัลบั้มนี้คือเพลงที่ใช้ประกอบหนังตอนที่ กัมพ์เริ่มออกวิ่งไปเรื่อยๆแบบไม่มีจุดหมาย ตอนที่ชีวิตของเขานั้นประสบความสำเร็จสูงสุด และหนวดเคราขึ้นรกรุงรัง (ผิดกันนิดหน่อยตรงที่หนุ่มน้อยในเนื้อเพลงรู้สึกว่าชีวิตกำลังวิ่งอยู่บนความว่างเปล่าตอนที่เขาอายุ 17 ปี ส่วนกัมพ์นั้นเมื่อชีวิตขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้วถึงรู้สึก-แล้วถึงเริ่มออกวิ่งอย่างไม่มีจุดหมาย ^_^) นี่คือเพลงที่ Robert Zemeckis ใช้เป็นเพลงที่เป็นตัวแทนของปี 1977 ในหนัง เอออัลบั้มนี้มีเพลงรัก(ที่ค่อนข้างออกไปทางน้ำเน่าหน่อย)อย่าง Love Needs a Heart เราชอบท่อนนี้ที่สุด “Proud and alone, cold as a stone. Rolling down that hill into the night” ซึ่งเพลงนี้อาจจะทำให้ใครบางคนหัวใจสลายได้ ถ้าดันไปเผลอฟังแบบไม่ทันตั้งตัวตั้งใจเอาไว้ก่อน เพราะมันเพราะมากๆ เฮอๆ เออ อาทิตย์ พรหมประสิทธิ์ เคยเขียนไว้ที่ไหนจำไม่ได้แล้ว บอกว่าอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่คุณจะต้องมีติดรถเอาไว้เวลาที่คุณต้องเดินทางไกลๆ นะ

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-Rem Koolhaas: The Conversation Series--Hans Ulrich Obrist

Monday, March 19, 2007

Data Spaces

2007-03-19

"We are born as new hard drives, and culture formats us"
Douglas Coupland, Microserfs




เทด รอลล์ แห่ง slate.com เคยเขียนเอาไว้ว่า Jimmy Corrigan ของ คริส แวร์ คือ Ulysses(นิยายที่เขียนโดยเจมส์ จอยซ์) ในโลกกราฟิกโนเวล(ข้อมูลนี้ก็มาจากหนังสือ Jimmy Corrigan นั่นแหละ)

เรา(ในที่นี้หมายถึงผม+คนอื่นๆ ที่ตอนนี้กำลังพยักหน้าเห็นด้วยอยู่ ^_^)ก็อาจจะพูดได้เหมือนกันว่ามิวสิควิดีโอเพลง Remind Me ของ Royksopp(ที่อยู่ด้านบนน่ะ) คือ Ulysses ในยุคข้อมูลข่าวสารนั่นเอง (หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Information Age-ยุคที่มนุษย์มีข้อมูลมากมาย(ท่วมหัว)แต่ก็อาจจะเอาตัวไม่รอด-เหมือนเช่นยุคอื่นๆ เฮอๆ :P)

ต้องขอสารภาพว่าตอนนี้กำลังชอบมิวสิคเพลงนี้--แบบให้หมดใจเลย 55 ^_^
เออจะว่าไปมิวสิคนี้ก็ทำให้เรานึกถึงกราฟฟิก โนเวล ของ คริส แวร์ด้วยเหมือนกัน

ปล.-อันนี้สำหรับคนที่อยากตามไปลองฟังเพลงอื่นๆของ Royksopp
http://www.royksopp.com/
+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+




อันนี้เป็นตัวอย่างกราฟฟิก โนเวล เรื่อง Jimmy Corrigan : The smartest kid on earth ของ chris Ware

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+

Q: ในมิวสิควิดีโอเพลงนี้มี Diagram และแผมภูมิต่างๆ ทั้งหมดกี่ชิ้น?
A : (ไม่มีคำเฉลยหรอกนะ เพราะขี้เกียจนับ แต่ดูแบบผ่านๆก็รู้ว่าเยอะโคตรๆ เฮอๆ :P)

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Books bought:
-Beware Wet Paint--Alan Fletcher
-Designing For A Digital World--Edited by Neil Leach

Book read:
-From Lascaux to Blooklyn--Paul Rand

Saturday, January 13, 2007

Blog Tag

2007-01-13

สาเหตุอันเนื่องมาจาก
http://theaestheticsofloneliness.blogspot.com/2007/01/blog-tag.html

ที่ส่งต่อมาโดยพี่อ๋อง ^_^
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เริ่มเลยดีกว่า


+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+

1.เกี่ยวกับจักรยาน--สมัยเด็กๆ (ตอนนั้นน่าจะประมาณป.3) ตอนที่กำลังเห่อจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ ที่แม่ซื้อให้ ปั่นไปไหนต่อไหนกับเพื่อนๆ และรุ่นพี่ที่อยู่ในซอยเดียวกันตลอดทั้งวันในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ด้วยความฮึกเฮิมทะเยอทะยานอยากเดินทางไกล ของแก๊งค์เรา(มีประมาณ 6-8 คน มีผมในตอนนั้นที่อายุน้อยที่สุดในแก๊ง คนที่อายุมากที่สุดอยู่ชั้นมอสี่) เกิดไอเดียว่าเราน่าจะปั่นจักรยานไปเที่ยวทะเลกัน(ปั่นจากแถวๆ เอกมัยไปบางแสน) น่าสนุกๆ ผมรีบปั่นจักรยานไปบอกแม่เกี่ยวกับไอเดียที่ว่านี้ แต่แม่ไม่อนุญาต "บ้าหรือมันไม่ได้ใกล้ๆนะ" แม่ผมพูดอย่างนั้น(แม่ผมพูดถูก มันไม่ได้ใกล้ๆจริงๆ) ทริปนี้เลยมีผมคนเดียวที่ไม่ได้ไป สองวันต่อมาพอชาวแก๊งกลับมา ด้วยสภาพผิวที่ดำคล้ำเพราะตากแดด พร้อมกับเรื่องเล่าสนุกสนานมากมาย เพื่อนเล่าให้ฟังว่าเดินทางตอนเช้าไปถึงบางแสนก็เย็นแล้วนอนค้างที่ริมหาดหนึ่งคืน จากนั้นก็ปั่นกลับมาใช้เวลาสองวันเต็มๆ ทุกวันนี้เวลาที่ผมต้องเดินทางผ่านถนนสายบางนาตราด (เพื่อไปบางแสน--เดี๋ยวนี้เวลาไปบางแสนบางทีเราก็ไม่จำเป็นต้องไปเส้นนี้แล้ว) ผมมักคิดถึงเรื่องราวในทริปนั้นของเพื่อนๆ ด้วยความรู้สึกทึ่งว่าพวกมันทำกันได้ยังไงว่ะ--ถึงแม้ว่าตอนนี้จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อรถจักรยานยังไม่เคยหมดไป เพราะรู้สึกว่ามันเป็นยานพาหนะที่เรียบง่าย สมถะ แล้วก็ไม่ค่อยเป็นพิษเป็นภัยกับโลกดี (ตนนั้นแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ^_^)


ภาพของคุณลุงที่ปั่นจักรยานมานั่งเล่นที่ริมแม่น้ำกาโม่ในเกียวโต

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+

2. เกี่ยวกับนักเขียน--มิลาน คุนเดอรา คือนักเขียนที่ผมชื่นชอบมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเทคนิคในการนำเสนอเรื่องราว หรือความละเอียดอ่อนในการมองชีวิตมองโลก หรือแม้กระทั้งมุมมองแบบนักวิชาการที่แสนฉลาดล้ำ--จนน่าหมั่นไส้ (อ่านหนังสือที่เขาเขียนแล้วรู้สึกว่ามึงคิดอะไรแบบนี้อยู่ตลอดเวลาได้ยังไงว่ะ) งานเขียนของเขากระโดดไปกระโดดมาอยู่บนสองฝั่งตลอด ระหว่างบทความทางวิชาการกับนิยาย ซึ่งผมชอบความคลุมเคลือแบบนี้ในงานเขียนของเขามากๆ (ตอนนี้ก็ลุ้นอยู่ทุกปี--อยากให้เขาได้รางวัลโนเบลจัง ^_^)



+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+

3. เกี่ยวกับการเขียนและการวาด(การ์ตูน)--สมัยที่เรียนหนังสืออยู่ชั้นปอสี่ คุณครูประจำชั้นของผม 'มิสหม่อม' (ที่เรียกว่ามิสหม่อมก็เพราะ เคยได้ยินมาว่าแกมีเชื้อเจ้า--เสียดายที่ตอนนี้ผมลืมชื่อจริงของแกไปแล้ว :P) แกเป็นหญิงสูงอายุผมสีขาวซอยสั้นๆ ดูมีอายุ หน้าตาดุ(มากๆ) แต่ใจดีชอบใส่เสื้อสีขาวเรียบๆและกระโปรงสีดำมาสอนหนังสือทุกวัน แกเป็นมนุษย์คนแรกๆ ที่ติดตามงานเขียนหนังสือและการ์ตูนของผมแบบวันต่อวัน ^_^ มีครั้งนึงผมเคยถูกแกจับได้ ในขณะที่แกกำลังสอนหนังสืออยู่นั่น ผมเองกับง่วนอยู่กับการพยายามเปลี่ยนการ์ตูนเรื่อง 'วิงแมน' ที่ได้อ่านเมือคืนให้เป็นนิยายที่มีแต่ตัวหนังสือ แกหยิบสมุดที่ผมเขียนไปอ่าน แล้วพูดว่าอยากเขียนก็เขียนได้แต่ไม่ควรเขียนในเวลาเรียน เอาอย่างนี้แล้วกันเธออยากจะเขียนอะไรก็เขียนมา แล้วตอนเช้ามาวางไว้ที่โต๊ะครูให้ครูอ่าน อยากเขียนก็เขียนได้แต่ห้ามเขียนหนังสือผิด เดี๋ยวครูจะช่วยตรวจให้ หลังจากนั้นทุกๆ เช้าผมก็จะเอาสิ่งที่ผมเขียนที่บ้านทุกคืนไปวางที่โต๊ะแก ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนหรือว่านิยายเกี่ยวกับยอดมนุษย์ พอตกเย็นแกก็จะเอามาคืนให้ผมพร้อมกับคำผิดที่แกแก้ให้ด้วยหมึกแดง หลังๆแกเขียนวิจารณ์เล็กๆน้อยเกี่ยวกับเนื้อเรื่องด้วย ดูจากอายุของแกในเวลานั้นและกาลเวลาที่ล่วงเลยผ่านพ้นไป คิดว่าเวลานี้แกน่าจะไม่อยู่บนโลกแล้ว ถ้าโลกที่อยู่ที่ด้านบนมีจริง ตอนนี้แกน่าจะอยู่ในที่ที่มีคนนิสัยดีๆ มาอยู่รวมกัน ^_^

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+

4. เกี่ยวกับหนัง(เขียนตอบพี่อ๋องเลยต้องเขียนเกี่ยวกับหนังเสียหน่อย ^_^ )--ต้องออกตัวก่อนว่าไม่ใช่เซียนหนังนะ ดูหนังไม่ค่อยบ่อยที่เฮ้าส์หรือลิโด้ก็ไม่ค่อยได้ไป (รู้จักหนังน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับเพื่อนๆ คนอื่นๆ) หนังที่ผมชอบมากๆ คือ หนังญี่ปุ่นเรื่อง The Taste of Tea ของผู้กำกับชื่อ Katsuhito Ishii ดูมาตั้งแต่สองปีที่แล้วตอนนี้ก็ยังชอบอยู่ ที่ชอบก็เพราะหนังมันเรียบจนแทบจะไม่มีเนื้อเรื่อง ขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความรู้สึกล้วนๆ ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกที่ว่านี้ยังไงนะ--คือมันเรียบๆ น่ารักๆ เรื่อยๆ มีความรู้สึกแบบกวี และเต็มไปด้วยจินตนาการ ผสมอยู่ตลอดเรื่อง มันเรียบง่าย เพราะเรื่องมันง่ายจริงๆ และไม่ได้พยายามทำให้มันเรียบๆ (แบบคนขี้เก๊กขี้แอ็คอ่ะ) เออหนังเรื่องนี้มีอะไรบางอย่างคล้ายกับหนังของ Yasujiro Ozu แต่ดีกว่า(ใช้คำนี้กับหนังคลาสสิคนั้นเสี่ยงอันตรายมากๆ :P) ในแง่ที่มันเจือด้วยความขี้เล่นและไม่จริงจังขึงขังและมีอารมณ์ขัน--อันนี้เป็นความรู้สึกของผมนะ เออแล้วเพลงประกอบหนังเรื่องนี้น่ารักและเพราะมากๆ ด้วย ตอนไปงานเลี้ยงปีใหม่ของจีเอ็มที่ร้านแฮมล๊อค ถ้าเตรียมตัวทันก็คงจะซื้อดีวีดีเรื่องนี้ไปจับฉลากแหละ ^_^



+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+

5. เกี่ยวกับเพลง--อัลบั้ม Late for the Sky ของ Jackson Browne เป็นอัลบั้มที่ผมชอบมากที่สุด และฟังบ่อยมากๆ ฟังครั้งแรกสมัยเรียนอยู่ชั้นมอสี่ Jackson Browne ออกอัลบั้มนี้ในปี 1974 (ผมเองยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำ :P) ผมชอบแทบทุกเพลงในอัลบั้มนี้ รู้สึกว่ามันจะเป็นซีดีเพลงสากลแผ่นแรกๆ ที่ซื้อในชีวิตเลยนะ จำได้ซื้อที่ร้าน One ที่อยู่แถวถนนสุริวงศ์--รู้สึกว่าตอนนี้ร้านนี้จะปิดไปแล้ว ทุกวันนี้สำหรับผม Late for the Sky จึงเป็นมากกว่าเพลง มันเป็นเสมือนสิ่งที่ทำให้เราระลึกถึงเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่เป็นวัยรุ่น

ถ้าใครยังไม่เคยฟังลองเข้าไปฟังดูได้ที่นี่นะ ^_^
http://www.last.fm/music/Jackson+Browne/Late+For+The+Sky



Late for The Sky(1974)--Jackson Browne




ครบ 5 ข้อแล้วนะครับ ^_^

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-เรื่องตบตา--ปราบดา หยุ่น

Monday, January 01, 2007

Que Sera, Sera

Whatever Will Be, Will Be
2007-01-01
+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
**Happy New Years 2007**
+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+


"Whatever will be, will be,
The future's not ours to see,
What will be, will be."

สวัสดีปี 2550
ปีใหม่นี้ขออวยพรให้เพื่อนๆ พี่ๆ
และน้องๆทุกคน
มีความสุขและความทุกข์
กับทุกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้
อย่างที่มันควรจะเป็น
ปล่อยไปตามธรรมชาตินะ
ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องฝืน--จี้ ^_^


+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+


Doris Day (1924-)

เพลง Que Sera, Sera (Whatever Will Be, Will Be) ร้องเป็นครั้งแรกโดยนักแสดงหญิงที่มีชื่อว่า Doris Day ในหนังของ Alfred Hitchcock เรื่อง "The Man Who Knew Too Much" ที่ฉายในปี 1956 จากนั้นมาก็กลายเป็นเพลงฮิตที่ถูกนำมาร้องใหม่ซ้ำไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งจนเรานับแทบไม่ไหว :P

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+



ด้านล่างเป็นเนื้อเพลง
(เผื่อมีใครอยากร้องตาม) ^_^

When I was just a little girl,
I asked my mother, "What will I be ?
Will I be pretty ?
Will I be rich ?"
Here's what she said to me :

"Que Sera, Sera
Whatever will be, will be,
The future's not ours to see,
Que sera, sera,
What will be, will be."

When I grew up and fell in love,
I asked my sweetheart, 'what lies ahead?
Will we have rainbows, day after day?
Here's what my sweetheart said:

Que sera, sera,
Whatever will be, will be
The future's not ours to see.
Que sera, sera,
What will be, will be

Now I have children of my own
They ask their mother what will I be
Will I be handsome, will I be rich?
I tell them tenderly

"Que Sera, Sera
Whatever will be, will be,
The future's not ours to see,
Que sera, sera,
What will be, will be.
Que Sera, Sera"

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-ขำขันกับฮิวเมอริสต์จิตแจ่มใส--ฮิวเมอริสต์

Wednesday, December 06, 2006

สิ่งที่อยากกิน; กระผมก็ควรได้กิน

Frim Fram Sauce
2006-12-06

Now a persons really got to eat
And a person should eat right.
Five will get you ten
I'm gonna feed myself right tonight.




Frim Fram Sauce เป็นเพลงในปี พ.ศ. 2488--ปีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ปีที่เศรษฐกิจตกต่ำ และประเทศต่างๆทั่วโลกล้วน อยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง(อเมริกาถึงแม้จะชนะสงครามก็ตาม ก็ไม่แตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ)

Frim Fram Sauce เป็นชื่อของอาหารที่ไม่มีอยู่จริงในโลก เพลงนี้พูดถึงชายคนหนึ่งที่เดินเข้าไปในร้านอาหารแล้ว บอกเด็กเสริฟว่า "กระผมไม่ต้องการรับประทานรายชื่ออาหารต่างๆ ดังนี้--French fried potatoes, Red ripe tomatoes, Pork chops, Bacon,Fish cakes and Rye Bread เพราะมันพื้นๆ และไม่ถูกปากกระผมเลยสักนิด(แต่สามารถสั่งกินได้เพราะมันมีอยู่จริงในโลก) สิ่งที่กระผมอยากกินก็คือ-- the frim fram sauce with the Ausen fay With chafafa on the side( ซึ่งเป็นชื่ออาหารประหลาดๆ ที่ไม่มีอยู่จริง) คุณน่าจะเข้าใจ? สิ่งที่อยากกิน กระผมก็ควรได้กิน ผมจะจ่ายคุณอย่างงาม ก็แค่คืนนี้ผมอยากตามใจปากตัวเอง"

Frim Fram Sauce เป็นเพลงแจ๊สที่ถูกนิยามว่าเป็น "Silly Jazz Song" ด้วยเนื้อหาที่ตลกชวนหัวของมัน ร้องโดย Nat King Cole (หลังจากนั้นมีคนนำมาร้องใหม่อีกหลายเวอร์ชั่น) และแต่งโดย Redd Evans(นักแต่งเพลงของ Nat King Cole)

ฟังเพลงนี้แล้ว ทำให้เรานึกถึงวงเฉลียงของไทย ในภาพยนต์ประกอบเพลงนี้ถ้าเปลี่ยน Nat King Cole เป็นดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค (กำลังร้องเพลงนายไข่เจียว) หรือเจี๊ยบ-วัชระ ปานเอี่ยม(กำลังร้องเพลงรู้สึกสบายดี) แล้วละก็นี่มันวงเฉลียงยังไงอย่างงั้นเลย ^_^

แม้ท่วงทำนองของเพลงนี้จะดูน่ารัก และตลกขบขัน แต่สำหรับเรามันเป็นเพลงที่เศร้าอย่างร้ายกาจ

"สิ่งที่อยากกิน กระผมก็ควรได้กิน" อาจจะฟังดูน่าหมั่นไส้ ถ้ามันออกมาจากปากของมหาเศรษฐีที่มีเงินสักคนหนึ่ง

แต่มันจะเศร้าขนาดไหนถ้าประโยคนี้เปล่งออกมาจากปากของคนที่ไม่มีเงินสักแดง ที่จะสั่งอาหารประทังความหิว แล้วแสร้งทำเป็นสั่งอาหารประหลาดที่ไม่มีอยู่จริงบนโลก

ในท่อนสุดท้ายของเพลงนี้
Nat King Cole ร้องว่า
"If you don't have it, just bring me a check for the water!"

สุดท้ายแล้ว--เขาก็ทำได้แค่สั่งน้ำเปล่าลูบท้อง


+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+


Frim Fram Sauce(1945)--Nat King Cole

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-Bergsonism--Gilles Deleuze

Saturday, December 02, 2006

จดหมายถึงคุณ

2006-12-02


ในฤดูหนาวช่วงปี พ.ศ. 2536 เพลง My Girl เคยกระจายเสียงผ่านลำโพงนี้-ทุกเช้า


ถึงคุณ ที่คิดถึง

ตอนสายวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2549 เวลา 10 นาฬิกา 25 นาที ที่นอกหน้าต่าง ต้นไม้ที่อยู่ข้างบ้านไม่ไหวติง แสงอาทิตย์กำลังฉาบแสงอยู่ที่พื้นห้องข้างๆ หน้าต่าง--ทิศทางของแสงแบบนี้แสดงว่า วงโคจรของมันอยู่ในตำแหน่งที่(อาจจะ)พูดได้ว่าย่างเข้าฤดูหนาวแล้ว แต่สายนี้ไม่มีลมเหนือพัดผ่านมาเลย--ไม่มีเลยแม้แต่นิดเดียว

ล่วงเลยมาจนป่านนี้ คุณน่าจะเดินทางมาถึงแล้ว ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหนหนอ?
เสียงเพลง My Girl ในห้องผมกำลังดังคลอรอคุณอยู่ รู้ไหมสำหรับผมแล้วเพลงนี้เป็นของคุณ มันเป็นเพลงของฤดูหนาว-แม้ว่าคนอื่นอาจจะไม่คิดเช่นนั้น ไม่เป็นไรสิ่งนั้นไม่สำคัญอะไร

เหมือนความอุ่นของตะวันในวันที่มีเมฆหมอก
เหมือนด้านนอกทีี่หนาวเหน็บ
แต่ฉันกลับรู้สึกถึงความอบอุ่นในเดือนพฤษภา
ฉันเดาว่าคุณต้องพูด
"อะไรที่ทำให้เธอรู้สึกได้ถึงเช่นนั้น"
ที่รัก นั่นฉันกำลังพูดถึงคุณอยู่

เมื่อสมัยที่ผมยังเด็ก การมาเยือนของคุณทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นเสมอ คุณทำให้การอาบน้ำตอนเช้าตรู่เป็นเรื่องยากลำบาก แต่มันก็ท้าทายความสามารถของเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ คุณทำให้ผมใส่แจ็คเก๊ต และผ้าพันคอ เหมือนไอ้มดแดงหรือยอดมนุษย์ไฟฟ้า ไปโรงเรียนเล่นกับเพื่อนได้--โดยมีเหตุผลที่เหมาะสมรองรับ คุณทำให้หมอกปกคลุมกรุงเทพฯในยามเช้าของวันใหม่--หมอกที่ทำให้ทุกอย่างรอบๆ ตัวดูขมุกขมัวเหมือนอยู่ในความฝัน

กรุงเทพฯ เคยมีอุณหภูมิต่ำสุดในช่วงหน้าหนาวอยู่ที่ประมาณ 14 องศาเซลเซียส ผมยังจำได้ดีตอนนั้นผมเรียนหนังสืออยู่ชั้น ป.3 ความหนาวเป็นเรื่องของความสนุก เพราะเราสามารถวิ่งเล่นในตอนเช้าก่อนเข้าเรียนได้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย-วัยเด็กของผมนั้นรู้สึกดีๆ และประทับใจในตัวคุณอยู่ไม่น้อย

ผมว่าเด็กผู้ชายทุกคนต้องเคยเป็นแบบผมคือ จะมีช่วงนึงที่คิดอยากลองดีกับคุณ คุณเป็นเงื่อนไขในการทดสอบความเข้มแข็งของชายชาตรี การใส่เสื้อกันหนาวไปโรงเรียนเป็นจึงเรื่องน่าอาย--อย่างมากที่สุดพวกผมกับเพื่อนก็แค่ใส่เสื้อยืดคอกลมไว้ข้างในเสื้อนักเรียน แล้วก็แสร้งทำเป็นพูดว่าไม่หนาวเลยซักนิด ^_^ พอมาถึงวันนี้นั่งคิดถึงมันแล้ว ผมก็ยังรู้สึกขำอยู่เลย

เหมือนได้รับความหอมหวานที่แม้แต่ผึ้งเองก็ยังอิจฉา
เหมือนบทเพลงที่แสนไพเราะกว่าเสียงของนกที่อยู่บนต้นไม้
ฉันเดาว่าคุณต้องพูด
"อะไรที่ทำให้เธอรู้สึกได้ถึงเช่นนั้น"
ที่รัก นั่นฉันกำลังพูดถึงคุณอยู่

ผมมานั่งนึกดูว่าอะไรที่ทำให้ เพลง My Girl นั้นสัมพันธ์แนบแน่นกับคุณ อาจจะเป็นได้ว่าตอนสมัยที่ผมเรียนอยู่ชั้นมอปลาย ในหน้าหนาวของปีหนึ่ง(ไม่มอห้าก็มอหก) ผมต้องไปจัดรายการวิทยุเสียงตามสายของโรงเรียนแทนเพื่อนสนิท เพลง My Girl คือเพลงที่ผมใช้เปิดทุกเช้าในช่วงนั้น(โดยหวังว่าผู้หญิงที่ผมชอบจะได้ยินมัน) มันเป็นเพลงแรกของวันใหม่ เพราะฉะนั้นในความทรงจำของผม My Girl จึงเป็นเพลงของฤดูหนาว ด้วยเหตุนี้มันจึงเป็นเพลงของคุณด้วย

ฉันไม่ต้องการทั้งเงินทอง ทรัพย์สมบัติ หรือแม้กระทั้งชื่อเสียง
เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกมั่งคั่ง เท่าที่คนๆ หนึ่งจะรู้สึกถึงมันได้
ฉันเดาว่าคุณต้องพูด
"อะไรที่ทำให้เธอรู้สึกได้ถึงเช่นนั้น"
ที่รัก นั่นฉันกำลังพูดถึงคุณอยู่

เมื่อเช้าวานนี้กรุงเทพฯ มีฝนตกลงมา รุ่นพี่ที่ออฟฟิศมองออกข้างนอกหน้าต่าง แล้วหันมาโวยวายว่า "เป็นไปได้ยังไงว่ะ December rain เนี่ยนะ เคยได้ยินแต่ November rain ตอนนี้มันควรจะหนาวแล้วโว้ยไม่ใช่ฝนตก" แล้วก็หัวเราะร่วน จากนั้นพวกเพื่อนๆ ผมก็จับกลุ่มคุยกัน เพื่อนผมคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เมื่อเช้าฟังข่าวเขาบอกว่า นับแต่นี้ไปกรุงเทพฯจะไม่มีฤดูหนาว--นั่นหมายความว่าคุณจะไม่กลับมาเยี่ยมเยียนกรุงเทพฯอีกแล้ว ไม่อีกตลอดไปนับจากนี้ ผมไม่แน่ใจว่าข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร ข่าวนี้ทำให้ผมรู้สึกใจหายอยู่ไม่น้อย

ด้วยเหตุนี้ เช้านี้ผมจึงตัดสินใจเขียนจดหมายฉบับนี้ถึงคุณ ผมรู้ว่าพวกเราทำผิดกับคุณไว้ไม่ใช่น้อย ไม่แปลกใจเลยที่คุณจะไม่มาเยี่ยมเยียนพวกเราอีก นับแต่วันนี้ผมก็หวังแต่ว่าพวกเราจะทำให้มันดีขึ้น และเมื่อทุกอย่างดีขึ้น ถ้าวันนั้นมีจริง ผมคงได้พบกับคุณอีก และเมื่อวันนั้นมาถึงผมจะเปิดเพลง My Girl ให้คุณฟังเหมือนเช่นเคย--เพราะสำหรับผมมันเป็นเพลงของคุณ ถึงแม้ว่าคนอื่นจะไม่คิดเช่นนั้นเลย

ฉันไม่ต้องการทั้งเงินทอง ทรัพย์สมบัติ หรือแม้กระทั้งชื่อเสียง
เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกมั่งคั่ง เท่าที่คนๆ หนึ่งจะรู้สึกถึงมันได้
ฉันเดาว่าคุณต้องพูด
"อะไรที่ทำให้เธอรู้สึกได้ถึงเช่นนั้น"
ที่รัก นั่นฉันกำลังพูดถึงคุณอยู่

คุณนั่นไง--ฤดูหนาว

หวังว่าคงจะได้พบคุณอีกในไม่ช้า
จาก
ผม--คนที่กำลังรอคอยคุณอยู่ที่นี่
ที่กรุงเทพฯ

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+



+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+


My Girl (1965)--The Temptations

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-Bergsonism--Gilles Deleuze

Sunday, November 12, 2006

ช่องว่างระหว่างรัก

Don't Think Twice, It's all right
2006-11-12



A: I like your apartment.
B: It's nice, but it's only big enough for one person--or two people who are very close.
A: You know two people who are very close?


The Philosophy of Andy Warhol--Andy Warhol




ภายถ่าย Bob Dylan เมื่อสี่สิบสามปีที่แล้ว--ในปีที่แต่งเพลง
Don't Think Twice, It's all right


ช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมาเพลง Don't Think Twice, It's all right ของ Bob Dylan คือเพลงที่เราเปิดฟังบ่อยที่สุด และมันกลายเป็นเพลงโปรดของเราต่อจากเพลงอื่นๆ ของบิ๊กบ๊อบ--The Man in me, Like a Rolling Stone, Subterranean Homesick Blues(เพลงนี้มีหนังประกอบเพลงที่เจ๋งและเท่มากๆ บ๊อบ ดีแลนเล่นมันด้วยตัวเอง เราชอบเนื้อร้องท่อนหนึ่งในเพลงนี้-- You don't need a weather man to know which way the wind blows เราว่าเท่ดีคิดได้ยังไงเนี่ย) ,และเพลงรัก(หวานๆ?) อย่าง Love Minus Zero/No Limit ไปโดยปริยาย

ช่วงนี้มีคนพูดถึงบ๊อบดีแลนเยอะ นิตยสาร Rolling Stones รวบรวมบทสัมภาษณ์ของบ๊อบ พิมพ์ออกมาเป็นหนังสือเล่มหนาเตอะ(สำหรับของสำนักพิมพ์อื่นหนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า Dylan on Dylan) นิตยสาร MOJO ฉบับเดือนสิงหาคมก็พิมพ์เป็นฉบับพิเศษว่าด้วยเรื่องบ๊อบ ดีแลน รวมถึงนิตยสารสีสันของไทย ก็เคยทำสกู๊ปพิเศษว่าด้วยเรื่องบ๊อบ ดีแลน(อาจจะเป็นได้ว่า เพราะ บิ๊กบ๊อบ กำลังจะออกอัลบั้มใหม่ Modern Times)

นิตยสารดนตรีอีกหลายเล่มต่างลงมติว่า บ๊อบ ดีแลน เป็นนักแต่งเพลงที่ทรงอิทธิพลและสำคัญที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่ 20(แน่นอนว่าสำหรับเราต้องไม่ลืมบวก Tom Waits และ Jackson Browne ขวัญใจของเราไปด้วยแน่ๆ ^_^)--สำหรับเรา บ๊อบ ดีแลน คือ กวีในคราบนักร้องเพลงโฟล์ค(บ๊อบเองก็เคยพูดเอาไว้ว่า "I consider myself a poet first and a musician second. I live like a poet and I'll die like a poet.") คือนางฟ้าเทวดาที่มาจุติบนโลกเป็นชาย(ที่มีเสียงร้อง)อัปลักษณ์ เพื่อขับกล่อมเพลงให้มนุษย์โลกอย่างเราๆ ฟัง(ขนาดนั้นเลย) เพื่อนเราหลายคนเคยบอกว่าเพลงของบ๊อบ ดีแลน จะเพราะมากถ้าบ๊อบ ดีแลน ไม่ได้เป็นคนร้องเอง :P--แต่เราไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่นะ เราชอบเสียงของเขา เพราะฟังดูบ้านๆ และก็จริงใจดี สำหรับเราอย่างน้อยบ๊อบก็ร้องเพลง Blue Moon ได้ไพเราะและน่ารัก น่าฟังกว่าเวอร์ชั่นของ เอลวิส เพลสลีย์ เป็นไหนๆ (ถ้าไม่เชื่อต้องลองหามาฟัง บ๊อบร้องเพลงนี้ไว้ในอัลบั้ม Self Portrait ที่ออกในปี 1970)

เราได้ยินเพลง Don't Think Twice, It's all right เป็นครั้งแรก จากการดูสารคดีเกี่ยวกับชีวิตของบ๊อบ เรื่อง No Direction Home : ฺBob Dylan ของผู้กำกับ Martin Scorsese ซึ่งเขาทำมันออกมาได้ดี ในหนังมีบทสัมภาษณ์อยู่หลายๆ ช่วงที่น่าสนใจ ที่สะท้อนถึงทัศนะคติในการทำงานเพลงของบ๊อบ เช่น "I didn't really know if that song was good or bad or...it felt right. But I didn't really know...that it had any kind of anthemic quality or anything. I wrote song to perform the songs. And I needed to sing, like, in that language. Which is a language that I hadn't heard before.

และมีบางช่วงที่บ๊อบพูดถึงเรื่อง "ถ้อยคำ"--Word have their own meaning, or they have different meaning...and word change their meaning word that meant somthing 10 years ago don't mean that now. They mean somthing else.

กลับมาที่เพลง Don't Think Twice, It's all right อีกครั้ง(เข้าประเด็นซะที ^_^) เราว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่มีเนื้อหาเศร้าอย่างร้ายกาจ--แม้บ๊อบ จะร้องมันด้วยน้ำเสียงและท่วงทำนองเพลงที่ดูงุ่ยๆ กลางๆ และก็ดูไม่ฟูมฟายเลยก็ตาม(สิ่งนี้อาจจะเป็นสุนทรียศาสตร์แบบดีแลนๆ--เราเคยเปิดดูเอนไซโคบีเดียเกี่ยวกับเพลงของบ๊อบ ที่ร้านคิโนคุนิยะ เขานิยามเพลงนี้สั้นๆว่า เป็นเพลงที่ Anti-Love Song นิตยสาร MOJO เคยพูดถึงเพลงนี้เอาไว้ว่า Poignant song of leaving)

สำหรับเรานี่เป็นเพลงที่พาเราเข้าไปสำรวจ
"ช่องว่างระหว่างมนุษย์"และพยายามแสดงให้เห็นว่ามันมีอยู่จริง--ซึ่งเราเองก็มีความเชื่อเช่นนั้น
(เราว่าเพลงและภาพยนต์(โดยเฉพาะหนังของ Wim Wenders) ในยุคหกศูนย์เจ็ดศูนย์มักชอบพูดถึงเรื่องพวกนี้นะ)
ไม่เว้นแม้กระทั้ง--ช่องว่างระหว่างคนที่รักกัน(และคิดว่ารักกัน)


ที่รัก, เปล่าประโยชน์ที่จะนั่งประหลาดใจ
ไม่ว่าอย่างไรก็ตามมันคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ที่รัก, เปล่าประโยชน์ที่จะนั่งประหลาดใจ
ตอนนี้คุณยังไม่รู้อะไร
เมื่อถึงยามรุ่งทิวาที่ไก่เริ่มขัน
ขอให้คุณมองออกมาที่นอกหน้าต่าง นั่นฉันเองกำลังลาจาก
คุณคือเหตุผลที่ฉันต้องออกเดินทาง
แต่ขอให้คุณเชื่อเถอะ ว่ามันควรเป็นเช่นนั้น
.....
ที่รัก, เปล่าประโยชน์ที่จะเปิดแสงสว่างของคุณ
แสงสว่างที่ฉันเองก็ไม่เคยรู้จักมันมาก่อน
ที่รัก, เปล่าประโยชน์ที่จะเปิดแสงสว่างของคุณ
เพราะฉันยืนอยู่บนอีกด้านที่แสนมืดมิดของถนน
แต่ฉันยังหวังว่าในบางสิ่งที่คุณเคยพูดหรือทำเอาไว้
พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงฉันและยังคงทำมันต่อไป
เพราะเราไม่เคยคิดเปลี่ยนไปพูดคุยกันในเรื่องอื่น
แต่ขอให้คุณเชื่อเถอะ ว่ามันควรเป็นเช่นนั้น


เพลงนี้เป็นเพลงที่แทนความรู้สึกคนที่เปราะบางอ่อนแอ ทั้งพยายามวิ่งหนี(ความรักเพราะกลัวมันทำร้าย) และในขณะเดียวกันก็พยายามทำความเข้าใจ และละเอียดอ่อนที่จะมองเห็นช่องว่างระหว่างกัน และพยายามที่จะเข้าใจในสภาวะที่มีช่องว่างแบบนั้นแบบที่มันเป็น--มันทั้งเศร้า(I give her my heart but she wanted my soul) ทั้งอ้างว้าง(I'm walkin' down that long, lonesome road, babe. Where I'm bound, I can't tell.) ทั้งเข้าใจ (ทั้งดูอบอุ่น--คำนี้ขอใส่วงเล๊บ :P) ทั้งประชดประชัน (You could have done better but I don't mind You just kind a wasted my precious time) และรักษาระยะห่างระหว่างกัน (I can't hear you any more I'm a-thinkin' and a-wond'rin' all the way down the road)


เนื่องด้วยความใกล้ชิดจนเกินไปอาจจะทำให้ชีวิตเจ็บปวด
แม้กระทั้งความรักเองก็ไม่อาจจะถมช่องว่างนั้นได้
เหมือนบ๊อบกำลังจะบอกกับเราว่า
บางทีเราจำเป็นที่จะต้องพยายามทำความเข้าใจ
และอยู่กับช่องว่างแบบนั้นในชีวิตให้ได้
เข้าใจในการมีช่องว่างแบบนั้น แทนที่จะพยายามถมมันให้เต็ม
และสิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวดที่สุดก็คือการถมช่องว่างนั้นด้วยความรัก
หรือ ความรู้สึกว่ารัก

บนหน้าปกของอัลบั้มนี้--The Freewheelin'(1963)
เป็นภาพของบ๊อบ เดินควงแขนไปกับซูซี่ โรโตโร (Suze Rotolo)
(เธอเป็นแรงบันดาลใจของบ๊อบในการแต่งเพลงนี้ และเพลงในยุคแรกๆ
ของบ๊อบอีกหลายเพลง)
เมื่อฟังเพลงนี้จบคุณอาจจะคิดว่าบ๊อบเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย
(ถ้าเทียบเพลงนี้กับเพลงป๊อบหวานๆ ประเภทเราจะรักกันชั่วฟ้าดินสลาย)
แต่ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บบนถนนในมหานครนิวยอร์ค
บ๊อบยังมีโรโตโรอยู่เคียงข้าง
ท่ามกลางช่องว่างระหว่างมนุษย์ บางทีเราอาจจะต้องการมนุษย์ซักคนหนึ่ง
ยืนอยู่ที่ริมขอบของช่องว่างเหล่านั้น
ในระยะที่ใกล้ที่สุด
อยู่บนความใกล้ชิดที่บางครั้งก็ดูเหมือนแสนที่จะเหินห่าง
(On the edge of closeness and separation)
ยืนอย่างยอมรับว่ามีช่องว่างระหว่างมนุษย์อยู่จริง

เอาน่ามันไม่ได้เลวร้ายอะไร เชื่อสิ
Don't Think Twice, It's all right





+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+


The Freewheelin’(1963)--Bob Dylan

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-Anything--Edited by Cynthia C. Davidson

Monday, September 18, 2006

ความงามของโลกในระหว่าง

2006-09-18




ควันบุหรี่บางๆ จางๆ กำลังลอยคว้างอยู่กลางอากาศ
แสงไฟจากที่มืดสลัว บัดนี้กลับพลันสว่าง
จากที่เคยเป็นดินแดนแห่งความฝันไร้ขอบเขต
วินาทีนี้ Noriaga's กลับกลายเป็นสถานที่ที่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้--อีกครั้ง
เหมือนอย่างที่มันเคยเป็น

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนมีจังหวะของมัน
มีงานเลี้ยงที่ไหนในโลกบ้าง?--ที่ไม่มีวันเลิกลา

นักดนตรีที่อยู่บนเวทีกำลังเก็บเครื่องดนตรี--ตัวโน้ตตัวสุดท้าย
ได้ถูกกลืนหายไปในบรรยากาศที่อยู่โดยรอบ
สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่ในตอนนี้ื
ก็คงมีเพียงแค่คลื่นเสียงเหล่านั้น
ที่ประทับร่องรอยของมันในความทรงจำ

โลกในตอนนี้
จากที่เคยคึกครืนคึกคักไปด้วยแสงไฟ

-วินาทีนี้-

กลับกลายเป็น เงียบ ปราศจากแสงสี
ผู้คนทางด้านนอก จากที่เคยพลุกพล่าน-พรุ้งพรั่ง โกลาหล

-วินาทีนี้-
กลับกลายเป็น

บางตา

ภายในร้าน พนักงานกำลังเดินเก็บขวดเบียร์ที่เรี่ยราดอยู่ตามโต๊ะ
บ้างก็เริ่มปัดกวาดทำความสะอาด
ร่องรอยของความสุขและเศร้าของมนุษย์
ที่หล่นกลื่นกลาด

แล้วบรรยากาศโดยรอบก็เริ่มเปลี่ยนไป
เมื่อความเงียบได้ถูกแทนที่ด้วยเสียง

เสียงเหงาๆ ที่มนุษย์ทุกคนบนโลกล้วนรู้จัก
เสียงลึกลับที่มนุษย์เรียกมันว่า "ดนตรี"

"เวลาผ่านฉันไปอย่างรวดเร็ว
มันพาฉันร่องรอยออกไปจากรถของฉัน
และกำลังห่างไกลออกไปจากความเชื่องช้าเนิบนาบ, มันเป็นความรู้สึกพิเศษ
พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่า, มันทำให้ฉันรู้สึกถึงการมีชีวิต"

ทอมกำลังนั่งทอดอารมณ์อยู่ที่ข้างๆ บาร์ ส่งยิ้มให้ดีเจที่เปิดเพลงนี้ที่อยู่หน้าร้าน
สายตาทอดออกไปข้างนอกผนังกระจก

ไกลออกไป

ไกลออกไป
.
.
.
ไกลออกไปจากโลกที่อยู่ทางด้านนอก

-วินาทีนี้-

เขาอาจจะไม่ได้อยู่ในสถานที่แห่งนี้
อาจจะอยู่ที่ไหนสักแห่ง--ที่ไหนสักแห่ง
ที่ไม่มีแม้แต่ตำแหน่ง แห่งที่

อสถานที่ ที่เราเรียกมันว่า
'ความทรงจำ'

"ขณะนี้ พระอาทิตย์กำลังอยู่ที่ตรงขอบฟ้า
และฉันกำลังนั่งอยู่กับผู้หญิงที่แสนดี
ถนน รถยนต์ และรถบรรทุก
แสงดาวกำลังจางและมันนำฉันไปสู่พระราชวังที่แสนงาม
ฉันอยากจะเหนี่ยวรั้งวินาทีเหล่านี้ ให้เนิ่นนาน
โอ้พระเจ้า ช่วยบอกฉันที่ว่า
ทำยังไงที่จะให้ความรู้สึกเหล่านี้--นั้นไม่จาง"

ผมจำเพลงนี้ได้--Ol'55 มันเป็นเพลงของ ทอม (Tom Waits)

ทอมแต่งเพลงนี้ขึ้นจากความประทับใจในประสบการณ์ที่เกิดขึ้น
ในเช้าวันหนึ่ง
ขณะที่ขับรถออกจากงานเลี้ยงสังสรรค์งานหนึ่ง
เพื่อกลับบ้าน
เช้าที่เกือบเช้า--แต่ยังไม่เช้า
ช่วงเวลาที่ในความสว่างของยามเช้านั้น
มีความมืดผสมอยู่บางๆ
เขาประทับใจในบรรยากาศนั้น
บรรยากาศที่ยากจะบรรยาย

"และตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเช้า
ไม่มีสิ่งใดให้กังวล ตอนนี้ฉันกำลังอยู่บนทางที่แสนคุ้นเคย
รถบรรทุกกำลังวิ่งผ่านฉันไป และแสงไฟเหล่านั้นกำลังส่องมาที่ฉัน
ฉันอยู่บนหนทางของที่ทอดยาวมาไกล ไกลจากสถานที่ของคุณ"


And now the sun’s comin’ up, I’m ridin’ with Lady Luck
Freeway cars and trucks
Stars beginnin’ to fade, and I lead the parade
Just a-wishin’ I’d stayed a little longer
Oh Lord, let me tell you the feeling gettin’ stronger

And my time went so quickly
I went lickety-splitly out to my ol’ fifty-five
As I pulled away slowly, feelin’ so holy
God knows I was feelin’ alive

ไม่เพียงแค่ทอมเท่านั้น
ที่มีประสบการณ์กับบรรยากาศที่ยากจะบรรยายแบบนี้
อ๊อคเตวิโอ ปาซ (Octavio Paz) กวีชาวเม๊กซิกัน
ก็เคยเขียนกวีบทหนึ่งเอาไว้ว่า:-

Between what I see and what I say
Between what I say and what I keep silent
Between what I keep silent and what I dream
Between what I dream and what I forget:

ตอนนี้ใกล้เช้าเต็มที
ทอมกำลังเดินออกไปจากร้าน

"เช้าแล้วซินะ"
ผมว่าเขาคงกำลังเดินทางกลับบ้านแล้ว

แสงจางๆ กำลังปรากฎมุมหนึ่งของขอบฟ้า
ท่ามกลางตึกสูง บนถนนสีลม

"เวลาผ่านฉันไปอย่างรวดเร็ว
มันพาฉันหลุดออกไปจากรถของฉัน
และกำลังห่างไกลออกไปจากความหนืดเนือย, มันเป็นความรู้สึกพิเศษ
พระเจ้าเท่านั้นที่รู้,

มันทำให้ฉันรู้สึกได้ว่ากำลังมีชีวิต"

ในเพลง Ol'55 ทอมไม่บอกว่าสิ่งที่อธิบายยากส่ิ่งนั้นคืออะไร
"สิ่งใดกันที่ทำให้รู้สึกได้ ว่ากำลังมีชีวิต"

กลอนของอ๊อคเตวิโอ ปาซ บทเมื่อกี้นี้ยังไม่จบ

ในท่อนสุดท้าย
ปาซเรียกสิ่งที่ยากจะอธิบาย
สิ่งนั้นว่า


"Poetry--กวี"



+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+

Tom Waits--Closing Time (1973)



ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Octavio Paz
http://nobelprize.org/nobel_prizes/literature/laureates/1990/paz-bio.html
+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Books read:
-โกธ: คดีตัดข้อมือ(GOTH: Wrist Cut Jiken)--Otsuichi แปลโดย นะนะโกะ (ยืม peach มาอ่าน)
-คุโรมาตี้ โรงเรียนคนบวม เล่ม 13--โนนากะ เอย์จิ

Saturday, May 27, 2006

สุภาพสตรีต้องการรู้

มีเรื่องอะไร จะเล่าให้ฟัง

เมื่ออาทิตย์ก่อนขณะนั่งทำงานไปฟังวิทยุที่เปิดไว้ไปพลาง อารมณ์ในตอนนั้นกำลัง Chill Chill ได้ที่เลยล่ะ แล้วอยู่ๆ ดีเจ คนนั้น--ไม่รู้ชื่ออะไร ก็เปิดเพลงๆ หนึ่งขึ้นมา ทันใดนั้นความทรงจำ เจ้ากรรม(ทีมักเล่นตลกและชอบหาลู่ทางทรยศผู้เป็นเจ้าของอย่างเราอยู่เสมอๆ :P)ก็ดันเกิดทำงาน ขึ้นมาซะงั้น--เมื่อตัวโน้ตเหล่านั้นมาสะกิดหู ความทรงจำของเราก็เริ่มเดินเครื่อง

เราจำมันได้แม่น มันเป็นเพลงที่เราชอบมากๆ สมัยเรียนอยู่มอต้น ^_^

คืนนี้ก็เลยอยากเขียนอะไรถึงเพลงนี้ซะหน่อย

เพลงที่ว่านี้ก็คือเพลง The Lady Wants To Know ของ Michael Franks ตอนนั้นที่ชอบก็เพราะ รู้สึกว่าเพลงมันเพราะและทำนองมันน่ารักดี

ยังจำได้แม่นเลยว่าเคยคะยั้นคะยอให้เพื่อนสนิทลองฟังแถมยังบอกกับมันว่าเพลงนี้เจ๋งมากๆ แต่พอ เพื่อนฟังเสร็จก็หันมาทำหน้าเหยียดหยาม(หน้าตามันตอนนั้นหน้าน่าเตะมากๆ--ขอบอก) แล้วพูดว่า "มึงฟังเพลงอะไรของมึงวะจี้โคตรแก่เลย" แล้วก็หัวเราะร่วน

สมัยนั้นเราขึ้นชื่อเรื่องนี้เลยนะ(เรื่องฟังเพลงเก่าๆ--ที่จริงตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ :P) เพื่อนๆ ชอบแซวว่า เป็นนักฟังเพลงถอยหลัง คือยิ่งฟังเพลงก็ยิ่งพัฒนาไปในทิศทางที่เก่าลงไปเรื่อยๆ ^_^ ในวินาทีที่ได้ยินเพลงนี้อีกครั้ง--The Lady Wants To Know ถึงรู้ว่า เนื้อเพลงๆ นี้เจ๋งดีนี่หว่า (เพิ่งจะมาเก็ทว่าเพลงนี้มันเศร้าดีจัง) เนื้อเพลงมันทิ้งช่องว่างไว้เยอะเหลือเกิน--แน่นอนว่าช่องว่างเหล่านี้อาจทำให้เรารู้สึกเศร้า

ไมเคิล แฟรงค์ ร้องเพลงนี้ด้วยน้ำเสียงที่เรียบเนิบนาบและแสนที่เย็นชาเหมือนเช่นเดิม

มีท่อนหนึ่งของเพลงเขาร้องว่า;

The Lady wants to Know
She wants to know the reason
Got to know the reason why.
This man has got to go

This man is always leavin'
How he hates to say goodbye.
But what she doesn't know
Is there really is no reason why

Daddy he hates airplanes.
Baby Loves to fly.
And the lady wants to know. the Reason why.
Daddy's just like Coltrane.
Baby's just like Miles.

ไมเคิล แฟรงค์ร้องเพลงนี้เหมือนกับอยากจะบอกเราว่า โลกใบนี้ล้วนเต็มไปด้วยลึกลับ

มีช่องว่างมากมายระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย

มีช่องว่างมากมายระหว่างพ่อกับลูก (เปรียบเหมือนชีวิตของอัฉริยะทางดนตรีแจ๊สสองคน อย่าง ไมล์ และโครเทรน ที่แตกต่างกัน โดยสิ้นเชิง)

แน่นอนว่า--มันย่อมมีช่องว่างมากมายระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน

มนุษย์สองคนไม่มีวันที่จะ รวมกันเป็นหนึ่ง

ไม่เหมือนกับเพลงรักซึ้งๆ ที่นักร้องทั่วๆไปชอบร้อง พร่ำเพ้อให้เราได้ยินกันบ่อยๆ

สิ่งที่ผู้หญิงต้องการรู้นั้น ผู้หญิงอาจจะไม่มีวันได้รู้ แน่นอน

สิ่งที่ผู้ชายต้องการรู้ ผู้ชายอาจจะไม่มีวันรู้ ด้วยเช่นเดียวกัน

บนโลกใบนี้ของเราล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยเรื่องแบบนี้--ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ล้วนแล้ว แต่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน

เต็มไปด้วยช่องว่าง ที่ในบางวินาทีก็อาจจะทำให้เราฉงน

เราว่าท่อนที่ไมเคิล แฟรงค์ร้องว่า "พ่อเกลียดเครื่องบินแต่ลูกนั้นรักที่จะบิน" นั้นเป็นท่อนที่เศร้าที่สุด

ไมเคิล แฟรงค์ร้องเพลงนี้ด้วย น้ำเสียงราบเรียบเหมือนกับอยากบอกเราว่าทำใจให้ได้นะ

ยังไงก็ตามเรื่องที่ลึกลับก็ยังเป็นเรื่องลึกลับอยู่วันยังค่ำแหละน่า

แน่นนอนมันเป็นการทำใจที่เจือไปด้วย "ความรู้สึกเศร้า"--แม้ท่วงทำนองของเพลงนี้มันจะไม่ได้ เป็นเพลงที่ให้ความรู้สึกเศร้าอะไรมากมาย

เราว่าความรู้สึกแบบ "พ่อเกลียดเครื่องบินแต่ลูกนั้นรักที่จะบิน" เป็นอุบัติเหตุที่เราอาจจะพบเจอ ได้อยู่เสมอ

หากเรายังไม่ยอมทำใจยอมรับว่าช่องว่างระหว่างมนุษย์เหล่านั้นว่ามันมีอยู่จริง

สำหรับเรื่องความสัมพันธ์ บางทีการหาเหตุผลและการใช้เหตุผล บางครั้งก็ไม่อาจที่จะทำให้เราเข้าใจเพื่อนมนุษย์ที่อยู่ร่วมโลกกับเราได้มากขึ้น

เรื่องที่เราต้องการรู้ด้วยเหตุผล เราอาจะไม่มีวันได้รู้

เพราะในระหว่างสิ่งนั้นมีช่องว่างบางอย่างขวางเราอยู่

แต่ใช่ว่าเรื่องที่ลึกลับแบบที่ว่านี้จะไม่มีทางออก

มีประโยชน์อะไรล่ะถ้าเรารู้เหตุผลว่าทำไม? บางทีในสถานการณ์ที่ว่านี้

สิ่งที่เป็นคู่ปรับที่สูสีที่สุดในกรณีอาจไม่ใช่เหตุผล

มันอาจจะเป็นสิ่งที่ลึกลับพอๆกัน

รอยยิ้ม การตบไหล่ หรือการกอด น่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่าเหตุผลในกรณีนี้

มันใช้การได้ดีเสมอทั้งในวินาทีแรกพบหรือแม้กระทั้งชั่วโมงสุดท้ายก่อนการจากลา

เรื่องแบบนี้อาจจะเป็นเสมือนรูหนอนที่ช่วยเชื่อมโยงสองจักวาลที่อยู่ห่างไกลเข้าด้วยกัน

แม้เพียงชั่วขณะ

ในเนื้อร้องท่อนสุดท้ายของเพลงนี้ ไมเคิล แฟรงค์ ร้องว่า;


The lady's just like heaven When she smiles


อย่างน้อยที่สุด--มันก็น่าจะมีสิ่งลึกลับพอๆกัน

อยู่ในรอยยิ้มเหล่านั้น

ในรอยยิ้มระหว่างมนุษย์

ในรอยยิ้มระหว่างคนสองคน


:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+



ปล.--สำหรับคนที่สนใจอยากลองฟังเพลง The Lady Wants To Know
เพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม Sleeping Gypsy ของ Michael Franks ที่ออกในปี 1977