Sunday, November 12, 2006

ช่องว่างระหว่างรัก

Don't Think Twice, It's all right
2006-11-12



A: I like your apartment.
B: It's nice, but it's only big enough for one person--or two people who are very close.
A: You know two people who are very close?


The Philosophy of Andy Warhol--Andy Warhol




ภายถ่าย Bob Dylan เมื่อสี่สิบสามปีที่แล้ว--ในปีที่แต่งเพลง
Don't Think Twice, It's all right


ช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมาเพลง Don't Think Twice, It's all right ของ Bob Dylan คือเพลงที่เราเปิดฟังบ่อยที่สุด และมันกลายเป็นเพลงโปรดของเราต่อจากเพลงอื่นๆ ของบิ๊กบ๊อบ--The Man in me, Like a Rolling Stone, Subterranean Homesick Blues(เพลงนี้มีหนังประกอบเพลงที่เจ๋งและเท่มากๆ บ๊อบ ดีแลนเล่นมันด้วยตัวเอง เราชอบเนื้อร้องท่อนหนึ่งในเพลงนี้-- You don't need a weather man to know which way the wind blows เราว่าเท่ดีคิดได้ยังไงเนี่ย) ,และเพลงรัก(หวานๆ?) อย่าง Love Minus Zero/No Limit ไปโดยปริยาย

ช่วงนี้มีคนพูดถึงบ๊อบดีแลนเยอะ นิตยสาร Rolling Stones รวบรวมบทสัมภาษณ์ของบ๊อบ พิมพ์ออกมาเป็นหนังสือเล่มหนาเตอะ(สำหรับของสำนักพิมพ์อื่นหนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า Dylan on Dylan) นิตยสาร MOJO ฉบับเดือนสิงหาคมก็พิมพ์เป็นฉบับพิเศษว่าด้วยเรื่องบ๊อบ ดีแลน รวมถึงนิตยสารสีสันของไทย ก็เคยทำสกู๊ปพิเศษว่าด้วยเรื่องบ๊อบ ดีแลน(อาจจะเป็นได้ว่า เพราะ บิ๊กบ๊อบ กำลังจะออกอัลบั้มใหม่ Modern Times)

นิตยสารดนตรีอีกหลายเล่มต่างลงมติว่า บ๊อบ ดีแลน เป็นนักแต่งเพลงที่ทรงอิทธิพลและสำคัญที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่ 20(แน่นอนว่าสำหรับเราต้องไม่ลืมบวก Tom Waits และ Jackson Browne ขวัญใจของเราไปด้วยแน่ๆ ^_^)--สำหรับเรา บ๊อบ ดีแลน คือ กวีในคราบนักร้องเพลงโฟล์ค(บ๊อบเองก็เคยพูดเอาไว้ว่า "I consider myself a poet first and a musician second. I live like a poet and I'll die like a poet.") คือนางฟ้าเทวดาที่มาจุติบนโลกเป็นชาย(ที่มีเสียงร้อง)อัปลักษณ์ เพื่อขับกล่อมเพลงให้มนุษย์โลกอย่างเราๆ ฟัง(ขนาดนั้นเลย) เพื่อนเราหลายคนเคยบอกว่าเพลงของบ๊อบ ดีแลน จะเพราะมากถ้าบ๊อบ ดีแลน ไม่ได้เป็นคนร้องเอง :P--แต่เราไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่นะ เราชอบเสียงของเขา เพราะฟังดูบ้านๆ และก็จริงใจดี สำหรับเราอย่างน้อยบ๊อบก็ร้องเพลง Blue Moon ได้ไพเราะและน่ารัก น่าฟังกว่าเวอร์ชั่นของ เอลวิส เพลสลีย์ เป็นไหนๆ (ถ้าไม่เชื่อต้องลองหามาฟัง บ๊อบร้องเพลงนี้ไว้ในอัลบั้ม Self Portrait ที่ออกในปี 1970)

เราได้ยินเพลง Don't Think Twice, It's all right เป็นครั้งแรก จากการดูสารคดีเกี่ยวกับชีวิตของบ๊อบ เรื่อง No Direction Home : ฺBob Dylan ของผู้กำกับ Martin Scorsese ซึ่งเขาทำมันออกมาได้ดี ในหนังมีบทสัมภาษณ์อยู่หลายๆ ช่วงที่น่าสนใจ ที่สะท้อนถึงทัศนะคติในการทำงานเพลงของบ๊อบ เช่น "I didn't really know if that song was good or bad or...it felt right. But I didn't really know...that it had any kind of anthemic quality or anything. I wrote song to perform the songs. And I needed to sing, like, in that language. Which is a language that I hadn't heard before.

และมีบางช่วงที่บ๊อบพูดถึงเรื่อง "ถ้อยคำ"--Word have their own meaning, or they have different meaning...and word change their meaning word that meant somthing 10 years ago don't mean that now. They mean somthing else.

กลับมาที่เพลง Don't Think Twice, It's all right อีกครั้ง(เข้าประเด็นซะที ^_^) เราว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่มีเนื้อหาเศร้าอย่างร้ายกาจ--แม้บ๊อบ จะร้องมันด้วยน้ำเสียงและท่วงทำนองเพลงที่ดูงุ่ยๆ กลางๆ และก็ดูไม่ฟูมฟายเลยก็ตาม(สิ่งนี้อาจจะเป็นสุนทรียศาสตร์แบบดีแลนๆ--เราเคยเปิดดูเอนไซโคบีเดียเกี่ยวกับเพลงของบ๊อบ ที่ร้านคิโนคุนิยะ เขานิยามเพลงนี้สั้นๆว่า เป็นเพลงที่ Anti-Love Song นิตยสาร MOJO เคยพูดถึงเพลงนี้เอาไว้ว่า Poignant song of leaving)

สำหรับเรานี่เป็นเพลงที่พาเราเข้าไปสำรวจ
"ช่องว่างระหว่างมนุษย์"และพยายามแสดงให้เห็นว่ามันมีอยู่จริง--ซึ่งเราเองก็มีความเชื่อเช่นนั้น
(เราว่าเพลงและภาพยนต์(โดยเฉพาะหนังของ Wim Wenders) ในยุคหกศูนย์เจ็ดศูนย์มักชอบพูดถึงเรื่องพวกนี้นะ)
ไม่เว้นแม้กระทั้ง--ช่องว่างระหว่างคนที่รักกัน(และคิดว่ารักกัน)


ที่รัก, เปล่าประโยชน์ที่จะนั่งประหลาดใจ
ไม่ว่าอย่างไรก็ตามมันคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ที่รัก, เปล่าประโยชน์ที่จะนั่งประหลาดใจ
ตอนนี้คุณยังไม่รู้อะไร
เมื่อถึงยามรุ่งทิวาที่ไก่เริ่มขัน
ขอให้คุณมองออกมาที่นอกหน้าต่าง นั่นฉันเองกำลังลาจาก
คุณคือเหตุผลที่ฉันต้องออกเดินทาง
แต่ขอให้คุณเชื่อเถอะ ว่ามันควรเป็นเช่นนั้น
.....
ที่รัก, เปล่าประโยชน์ที่จะเปิดแสงสว่างของคุณ
แสงสว่างที่ฉันเองก็ไม่เคยรู้จักมันมาก่อน
ที่รัก, เปล่าประโยชน์ที่จะเปิดแสงสว่างของคุณ
เพราะฉันยืนอยู่บนอีกด้านที่แสนมืดมิดของถนน
แต่ฉันยังหวังว่าในบางสิ่งที่คุณเคยพูดหรือทำเอาไว้
พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงฉันและยังคงทำมันต่อไป
เพราะเราไม่เคยคิดเปลี่ยนไปพูดคุยกันในเรื่องอื่น
แต่ขอให้คุณเชื่อเถอะ ว่ามันควรเป็นเช่นนั้น


เพลงนี้เป็นเพลงที่แทนความรู้สึกคนที่เปราะบางอ่อนแอ ทั้งพยายามวิ่งหนี(ความรักเพราะกลัวมันทำร้าย) และในขณะเดียวกันก็พยายามทำความเข้าใจ และละเอียดอ่อนที่จะมองเห็นช่องว่างระหว่างกัน และพยายามที่จะเข้าใจในสภาวะที่มีช่องว่างแบบนั้นแบบที่มันเป็น--มันทั้งเศร้า(I give her my heart but she wanted my soul) ทั้งอ้างว้าง(I'm walkin' down that long, lonesome road, babe. Where I'm bound, I can't tell.) ทั้งเข้าใจ (ทั้งดูอบอุ่น--คำนี้ขอใส่วงเล๊บ :P) ทั้งประชดประชัน (You could have done better but I don't mind You just kind a wasted my precious time) และรักษาระยะห่างระหว่างกัน (I can't hear you any more I'm a-thinkin' and a-wond'rin' all the way down the road)


เนื่องด้วยความใกล้ชิดจนเกินไปอาจจะทำให้ชีวิตเจ็บปวด
แม้กระทั้งความรักเองก็ไม่อาจจะถมช่องว่างนั้นได้
เหมือนบ๊อบกำลังจะบอกกับเราว่า
บางทีเราจำเป็นที่จะต้องพยายามทำความเข้าใจ
และอยู่กับช่องว่างแบบนั้นในชีวิตให้ได้
เข้าใจในการมีช่องว่างแบบนั้น แทนที่จะพยายามถมมันให้เต็ม
และสิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวดที่สุดก็คือการถมช่องว่างนั้นด้วยความรัก
หรือ ความรู้สึกว่ารัก

บนหน้าปกของอัลบั้มนี้--The Freewheelin'(1963)
เป็นภาพของบ๊อบ เดินควงแขนไปกับซูซี่ โรโตโร (Suze Rotolo)
(เธอเป็นแรงบันดาลใจของบ๊อบในการแต่งเพลงนี้ และเพลงในยุคแรกๆ
ของบ๊อบอีกหลายเพลง)
เมื่อฟังเพลงนี้จบคุณอาจจะคิดว่าบ๊อบเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย
(ถ้าเทียบเพลงนี้กับเพลงป๊อบหวานๆ ประเภทเราจะรักกันชั่วฟ้าดินสลาย)
แต่ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บบนถนนในมหานครนิวยอร์ค
บ๊อบยังมีโรโตโรอยู่เคียงข้าง
ท่ามกลางช่องว่างระหว่างมนุษย์ บางทีเราอาจจะต้องการมนุษย์ซักคนหนึ่ง
ยืนอยู่ที่ริมขอบของช่องว่างเหล่านั้น
ในระยะที่ใกล้ที่สุด
อยู่บนความใกล้ชิดที่บางครั้งก็ดูเหมือนแสนที่จะเหินห่าง
(On the edge of closeness and separation)
ยืนอย่างยอมรับว่ามีช่องว่างระหว่างมนุษย์อยู่จริง

เอาน่ามันไม่ได้เลวร้ายอะไร เชื่อสิ
Don't Think Twice, It's all right





+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+


The Freewheelin’(1963)--Bob Dylan

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-Anything--Edited by Cynthia C. Davidson

3 comments:

Poom (Stranger) (Hachi) said...

เข้ามาเยี่ยม วิชิตเตอร์ บ้าง ^_^
ไม่ค่อยรู้จักเพลงอะไรกับเขาหรอก ฟังอยู่ไม่กี่อย่าง

จำได้แต่ปกซีดีข้างบนน่ะ ว่ามันอยู่ในเรื่อง Vanilla sky ด้วย

พี่วิชิตเตอร์สบายดีนะ?

buiberry said...

ผมฟัง Album : Modern Times มาสักพักแล้ว บางเพลงก็ยังไม่เข้าใจ แต่ชอบเพลง "When The Deal Goes Down" มาก ฟังเพลงนี้ตอนคืนลอยกระทง มองพระจันทร์วันเพ็ญเต็มดวงแล้ว รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ตั้งใจว่าพระจันทร์เต็มดวงคราวหน้าจะฟังเพลงอีก ถือ เป็นวาระที่มีความสุข

ถ้าเป็นไปได้อยากให้พี่เขียนถึงศิลปินคนอื่นๆ อีกจะได้ตามไปหาฟังบ้าง :)

wichiter said...

ดีใจด้วยนะ ^_^
ที่อยู่ในเมืองแล้วยังไม่สูญเสียความรู้สึกดีๆ ในการมองพระจันทร์
ธรรมชาติทำให้เรารู้สึกกระจ้อยร่อยเสมอ
ทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นสิ่งที่เล็กๆ และไม่ค่อยสำคัญ

ไม่รู้คนเมืองลืมไปยังว่า กรุงเทพฯนี่มันมีท้องฟ้าด้วย
ตอนฉลองครบรอบหกสิบปีของในหลวง แถวๆ ออฟฟิศเรา
จุดพลุ แล้วมีคนแหงนหน้ามองท้องฟ้าพร้อมๆ กันหลายหมื่นคน
มันทั้งสวย ทั้งน่าตื่นเต้น--คนคิดพลุ นี่เก่งจริงๆ ^_^

(เอออัลบั้ม Modern Times นี่เราเพิ่งฟังเหมือนกัน เพิ่งซื้อมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว มีเพลงที่เราชอบอยู่หลายเพลงเหมือนกัน)