Showing posts with label My Works. Show all posts
Showing posts with label My Works. Show all posts

Sunday, February 24, 2008

Thai PBS Logo

o2008-02-24



ภาพรวมของทั้งสองเพลต



ส่งประกวด Thai PBS Logo กับเขาด้วยเหมือนกัน เพราะเห็นว่าน่าสนุกดี ^_^

สถานีโทรทัศนี้มีปรัชญาน่าสนใจดีนะ โอมเพี้ยง! ของให้ทำได้จริงๆ อย่างที่พูดที่คิดด้วย เถ๊อะ
และนี่คือหนึ่งในผลงาน 800 กว่าชิ้น(ข้อมูลนี้ดูจากทีวีเอานะ)ที่เข้าร่วมประกวดกันในครั้งนี้
แน่นอนงานด้านล่างเป็นงานของเราเอง เฮอๆ ^_^



เพลตแผ่นที่ 1



เพลตแผ่นที่ 2


โจทย์ที่ผู้จัดประกวดกำหนดให้ก็ คือ

-การออกแบบต้องการอัตลักษณ์ที่สะท้อนถึงหลักการและแนวคิดพื้นฐานของสถานีโทรทัศน์สาธารณะ ในฐานะที่เป็นพื้นที่กลาง ซึ่งมีความเป็นอิสระ ความหลากหลาย ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นธรรม มีรูปแบบที่ร่วมสมัย

-มีเอกลักษณ์โดดเด่นและไม่ล้าสมัยมาก ใช้ได้หลายโอกาส สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสื่อได้หลายประเภท อาทิเช่น สิ่งพิมพ์ ภาพเคลื่อนไหว ฯลฯ

-ต้องการให้มีคำว่า "ไทย" เป็นองค์ประกอบหลักของสัญลักษณ์ และมีอักษรภาษาอังกฤษว่า "Thai PBS" กำกับ โดยมุ่งหวังให้สาธาณชนรับรู้ จดจำ ติดตา และเรียกชื่อช่องติดปากว่า ช่อง "ไทย pbs" หรือ ช่อง "ไทย"


ส่วนไอเดียของเราก็คือ

-อยากให้ตัวโลโก้มันมันดูไม่จริงจัง formal จนเกินไป และมีกลิ่นลูกทุ่งนิดๆ (ได้อารมณ์ท้องถิ่นๆ หน่อยๆ)
-อยากให้โลโก้มันมีความเป็นภาพและมีความเป็นตัวอักษรในเวลาเดียวกัน

ภาพที่เราเลือกนำมาใช้สื่อสารคือ "ภาพมือ" ถึงตรงนี้อาจจะสงสัยกันว่าทำไมต้องเป็น "มือ"?

ในภาษาไทยคำว่า "มือ" มีนัยยะที่หมายถึง "การปฏิบัติ" เช่น "ลงมือ" "มีฝีมือ" "ทำมือ"--สิ่งของที่ทำจากมือมักมีมิติของความเป็นมนุษย์สะท้อนอัตลักษณ์ของผู้ทำ และเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและบริบทของท้องถิ่นนั้นๆ

ในบางแง่มุม "มือ" ในภาษาไทยอาจจะหมายถึง การปฏิสัมพันธ์กันระหว่างคนในชุมชน เช่น "ความร่วมมือ" "ร่วมมือร่วมใจ" (Collective, Co-operative)

เราก็เลยใช้มือที่กำลังสื่อสารเป็นภาษา(ภาษามือก็คือการสื่อสารผ่านมือ) ซึ่งในที่นี้ก็คือ ตัวอักษร "I" ซึ่งก็คือตัวย่อของ คำว่า "Independent" ซึ่งหมายถึง มือที่สามารถสื่อสารและแสดงออกทางความคิดได้อย่างอิสระ นั่นเอง แค่นี้แหละ ^_^

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปล--วันที่เขียนอยู่เขาประกาศผู้เข้ารอบ 5 ทีมสุดท้ายแล้ว (ซึ่งวันนี้ห้าทีมสุดท้ายจะต้องอธิบายผลงานต่อหน้าคณะกรรมการ แล้วก็จะตัดสินว่าใครได้รางวัลชนะเลิศอีกที)

นี่คือรายชื่อของ 5 ทีมที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อตัดสินในรอบสุดท้าย (ลองดูนะว่ามีชื่อของคนที่คุณรู้จักหรือเปล่า? ^_^ )

1. ชื่อกลุ่ม KITWIN
: นายอาวิน อินทรังษี
: นายกิตติพงษ์ มณีเลิศ

2. ชื่อกลุ่ม GRAFIQ KICKAZZ
: นายกมล บุญญารัชต์
: นายสุริยา รัตนวงศ์กุล

3. ชื่อกลุ่ม สัตตบงกช
: นายณศรัณย์ หวังศรีโรจน์
: นางสาวนันทิยา หวังศรีโรจน์
: นายชุมพล มียิ่ง
: นางสาวพฤกษา มียิ่ง

4. ชื่อกลุ่ม YOU LOOK SAD ON THE DANCE FLOOR
: นายธีร์ โตชยานนท์
: นายศุภรัตน์ เทพรัตน์

5. ชื่อกลุ่ม COOKIESDYNAMO LTD.

ติดตามผลงานการประกวดได้ทางหน้าจอไทยพีบีเอส และ www.thaipbs.or.th

Saturday, August 11, 2007

Assembling

Mapping of Difference in Lighting Density through Time
2007-o8-11



"What happens when the sensori-motor schema breaks
down and perception no longer result in action?"




Traditional editing in film or typical architectural animation entail piecing together shots in a linear, casual sequence to describe sensori-motor connections between seemingly chronological events. This give us an indirect image of time as a consequence of movement in space rather than as a transformation of the open whole. Memory, however, complicates framing, shooting, and assembling because it enters into the process of selecting from the open whole. It problematizes both description and narration and can even cause us to question what is true. When we cannot act on what we are feeling, sonic and optical images emerge that break our habitual sensori-motor schema. These images initiate a process that engages, not perception, which occurs in space, but memory which occurs in time, leading us to a direct crystal image of time. Thus, breaks in the sensori-motor schema, by dissolving boundaries of linear thinking, create an opportunity for new experiences and thoughts to emerge that lead the way to an architecture of “newness”



+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
หมายเหตุ-หนังสั้นๆ ด้านบนเป็นหนังที่เราทำตอนต้นปี เพื่อส่งศาสตราจารย์ไบรอัน แมคกัท (Brian McGath)ตอนที่(แอบลาพักร้อนโดดงาน)ไปทำเวิร์คชอบกับแกที่จุฬา อ.ไบรอัน เป็นอาจารย์สอนสถาปัตย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่นิวยอร์ค แกกำลังศึกษาและพยายามพัฒนานำเทคนิคทางภาพยนต์มาใช้ในกระบวนการออกแบบสถาปัตยกรรม อาจารย์แกสนใจปรัชญาของ Gilles Deleuze โดยเฉพาะเล่มที่เกี่ยวกับหนัง-Cinema 1,2 (เราว่าปรัชญาของ Deleuze มีกลิ่นของพุทธศาสนา แล้วก็พวกเซนอยู่เยอะมาก) สำหรับเราสิ่งที่เราได้จากการทำเวิร์คช๊อบในครั้งนั้น(วรรคนี้อ่านแล้วดูเป็นราชการมากๆ^_^)มันได้สร้างช่วงเวลาที่ทำให้เราได้ย้อนกลับมาสนใจในผัสสะในการรับรู้สิ่งต่างๆของตัวเอง รับรู้ถึงคุณสมบัติพิเศษและข้อจำกัดของเครื่องมือที่เราใช้(ซึ่งในที่นี้ก็คือกล้อง) ใครว่าการทำสมาธิจะต้องทำได้แค่การนั่งขัดสมาธิแล้วก็หลับ(ตา) บางทีนี่อาจจะเป็นการฝึกสมาธิด้วยกล้องถ่ายรูปหรือกล้องถ่ายหนัง ก็ได้นะใครจะรู้ ^_^

เออไม่ต้องซีเรียสนะถ้าดูหนังข้างบนแล้วไม่รู้เรื่องอ่ะ เพราะความจริงแล้วมันก็ไม่ได้มีเรื่อง(เล่า)ให้ต้องรู้อะไรมากมาย เพียงแค่ดูแล้วรู้สึกอะไรบ้างก็น่าจะโอฯแล้ว ^_^

ปล. ถ้าหนังด้านบนที่ลงไว้ดูไม่ได้ให้ลองเข้าตรงเลยไปที่
http://profile.imeem.com/aWbS6k/video/n6FnFCdp/mapping_of_difference_in_lighting_density_through_time/

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-The Narrow Road to Oku--Matsuo Basho(Translated by Donald Keene)

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+

44%How Addicted to Blogging Are You?

Mingle2 - Dating Site

Wednesday, May 30, 2007

ความทรงจำความยาว 12 หน้ากระดาษ

2007-05-30



























+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+


ไม่ได้อัพ Blog นานมากๆ
ก็เพราะ Blog is not made with brain ใช่หรือเปล่า?
แหมมันต้องใช้ทั้งแรงงานและเวลา(ว่าง)อ่ะนะ ^_^

ดูจากที่โพสไว้ครั้งล่าสุดก็ตั้งแต่ช่วงงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเลย :P
หลังจากช่วงนั้นเราก็วุ่นๆ อยู่กับการอ่านหนังสือ(เป็นความว่นที่มีความสุขดี)
แล้วก็จัดเก็บหนังสือของตัวเองลงกล่องเอกสารไว้ให้เป็นหมวดหมู่
ซึ่งใช้เวลาเกือบเดือน :P แทบไม่น่าเชื่อว่าจะนานขนาดนี้
สาเหตุที่นานก็เพราะ เวลาเราจัดหนังสือก็มักจะเจอหนังสือเก่าๆ ที่ไม่ได้เจอะเจอมานาน
ก็เลยต้องนั่งอ่าน อ่านไปจัดไป ก็ยิ่งเนิ่นนานไม่เสร็จเสียที กินเวลาไปเดือนกว่าๆ เห็นจะได้

การ์ตูนที่เราเอามาโพสไว้ด้านบนก็เป็นผลพวงที่เกิดจากการจัดเก็บหนังสือ
แล้วบังเอิญไปเจอ นี่เป็นการ์ตูนที่เราเขียนสมัยตอนอยู่มอหนึ่ง ชื่อเรื่องอะไรก็จำไม่ได้แล้ว :P
รู้แต่ว่ายังเขียนไม่เสร็จ ช่วงนั้นกำลังบ้าการ์ตูนฟุตบอล ตัวละครในเรื่องก็เป็นชื่อเพื่อนสมัย
เด็กๆ ทั้งนั้น-อ่านแล้วนึกถึงตอนสมัยนั้น ^_^

อ่านการ์ตูนแก้ขัดไปพลางๆ นะสำหรับเพื่อนๆที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชม
รับรองว่าหลังจากนี้ เนื้อหาในบล๊อกนี้จะเข้มข้นขึ้นอีกเป็นเท่าทวีคูณเลยน่ะเอ้า ^_^


+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Books bought:
-
Books read:
-The Curtain : An Essay in Seven Parts--Milan Kundera
-Written into The Void: Selected Writings 1990-2004--Peter Eisenman

Sunday, March 25, 2007

เรียนแบบธรรมชาติ

2007-03-25


Art is primarily a question of form, not of content.
Paul Rand


ทุกๆ ปีสมาคมสถาปนิกฯ จะจัดงานแสดงสินค้า(พวกวัสดุก่อสร้าง)และนิทรรศการของบริษัทสถาปนิกต่างๆ ซึ่งบริษัทที่เราทำงานอยู่ต้องออกแบบบูธนิทรรศการไปจัดแสดงด้วย(เหมือนทุกๆปี)

ปีนี้มีชื่อธีมในการจัดงานว่า ต้นกล้าสถาปัตย์-Leap to the Future

เมื่ออาทิตย์เราได้รับมอบหมายจากพี่ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้อยู่ ให้ลองออกแบบบูธของบริษัทในปีนี้ดูหน่อย (ซึ่งเราไม่ค่อยอยากทำเท่าไหร่หรอกนะ เพราะปีที่แล้วเราก็เป็นคนออกแบบแต่ถูกเปลี่ยนแบบจนไม่เหลือเค้าแนวความคิดเดิมของเราเลย :P จากนิทรรศการที่เน้นเรื่อง System ของการทำงานของส่วนต่างๆ ภายในบริษัท ว่าแต่ละคน(หน่วยย่อยๆ) สัมพันธ์กับคนอื่นๆยังไง(แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงกันในแต่ละตำแหน่ง) เป็นนิทรรศการที่แสดงให้เห็นโครงข่ายในการทำงาน-กลายเป็นนิทรรศการคล้ายเกมส์โชว์เปิดแผ่นป้ายเฉยๆอ่ะ ซึ่งเราไม่ค่อยชอบมันเท่าไหร่ :P)

แต่ด้วยตำแหน่งที่ต้องรับผิดชอบอยู่ในโปรเจคนี้--Head Creater :P ทำให้เราปฏิเสธที่จะรับงานนี้ไม่ได้(ทำก็ทำว่ะ-คิดในใจนะ ^_^) แต่เราก็จะทำเต็มที่ตามแบบที่เราคิดอ่ะนะ (พอออกแบบเสร็จเราต้องนำแบบของเราไปเสนอ design committee ของบริษัทอีกที--ตรงนี้แหละที่เป็นตัวชี้ขาด ว่าจะไปในทิศทางไหน)

เงื่อนไขในการออกแบบที่เราได้จากผู้จัดงานก็คือ
1.ขนาดของพื้นที่นิทรรศการในปีนี้เท่ากับ 3x3 เมตร (เล็กกว่าปีที่แล้วเท่าตัว)
2.สีที่ใช้ในนิทรรศการต้องเป็นสี CMYK เท่านั้น



ภาพโมเดลจำลองของบูธที่ผมออกแบบ



รายละเอียดแสดงแนวความคิดคร่าวๆ ในการทำงาน (ส่วนภาษาญี่ปุ่นน่ะ ใส่ลงไปเพราะความกระแดะส่วนตัว ^_^)



ภาพถ่ายจากโมเดลแสดงบรรยากาศภายในเทียบกับสัดส่วนคนดู





แบบที่เราคิดไอเดียก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ด้วยชื่องานในปีนี้ที่คล้ายกับ "การเจริญเติบโต"--Leap to the Future เราก็เลยนึกถึงคณิตศาสตร์แบบ Fractal ที่เชื่อว่าเป็นระบบการเติบโตที่มีอยู่ในธรรมชาติ เอามาเป็นจุดเริ่มต้นในการทำงานออกแบบ กราฟฟิกที่ได้จึงเป็นกราฟฟิกที่เจริญงอกงามเลียนแบบการเจริญงอกงามที่มีอยู่ในธรรมชาติ

แม้รูปร่างหน้าตาของมันจะไม่ดูเป็นธรรมชาติเลยก็ตาม เฮอๆ ^_^

พอทำเสร็จมีรุ่นพี่คนนึงมายืนดู แล้วถามเราเรื่องไอเดียหรือที่มาที่ไปในการออกแบบ
เราก็เล่าให้เขาฟังไปตามเรื่องตามราว บลาๆๆๆ (ดังที่ได้เขียนเอาไว้ด้านบน ^_^)
พี่คนนั้นเงียบไป ไม่ยอมพูดอะไรแล้วก็เดินกลับไปทำงานต่อที่โต๊ะ

สักพักพี่เขาก็เดินเข้ามาคุยด้วยใหม่
“จี้ไอเดียดีมากว่ะที่เอ็งคิด แต่พี่ว่ามันยังดูไม่เป็นไทย พี่ว่าถ้าใส่อะไรที่ดูเป็นไทยๆ เข้าไปจะเจ๋งเลย”

เมื่อได้ยินแบบนั้นผมแทบจะพูดอะไรไม่ออก :P

เหมือนพี่เขาเข้าใจไปคนละเรื่องเลย

ก็ในเมื่อกราฟฟิกมันเลียนแบบระบบในการเจริญเติบโตมาจากธรรมชาติแล้วล่ะก็
มันคงไม่มีไทยมีฝรั่งหรอก

เพราะธรรมชาติมันไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับความเป็นชาติ(นิยม) ไม่ว่าชาติไหนก็ตาม :P
ไม่เชื่อลองไปถามต้นไม้ ภูเขา หรือ ทะเลดูก็ได้ ว่า เฮ้ยเอ็งถือสัญชาติอะไรอยู่ว่ะ
รับรองได้ว่ามันไม่ตอบเราหรอก-มันจะเงียบๆ ไม่ยอมพูดอะไรเลยซักแอะ
เพราะคำถามแบบนี้

มีแต่มนุษย์เท่านั้นแหละที่คิดจะถามกัน ^_^

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Books bought:
-ปรัชญาวิทยาศาสตร์โดยสังเขป--ซาเมียร์ โอคาชา แปลโดย จุไรรัตน์ จันทร์ธำรง
-ไปนอก(ฉบับสมบูรณ์)--สอ เสถบุตร
-เศรษฐกิจ การเมืองไทย สมัยกรุงเทพฯ--ผาสุก พงษ์ไพจิตร และ คริส เบเคอร์
-Volume 10 : Agitation--2006#4

Books read:
-In the Bubble : Designing in a complex world--John Thackara
-ปรัชญาวิทยาศาสตร์โดยสังเขป--ซาเมียร์ โอคาชา แปลโดย จุไรรัตน์ จันทร์ธำรง
-ไปนอก(ฉบับสมบูรณ์)--สอ เสถบุตร
-Volume 10 : Agitation--2006#4

Saturday, March 10, 2007

1ทีม+1ทีม=1ทีม

2007-03-10

บริษัทที่ผมทำงานอยู่ เป็นกลุ่มบริษัทที่มีบริษัทในเครืออยู่ 5 บริษัท
สามบริษัทเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับงานวิศวกรรม และบริหารงานก่อสร้าง-ซึ่งไม่มีทีมฟุตบอล (ซีเรียสๆ)
ส่วนสองบริษัท เป็นบริษัท ออกแบบสถาปัตยกรรม(ผมทำงานอยู่บริษัทนี้) และบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายใน-มีทีมฟุตบอลเป็นของตัวเอง (ซึ่งก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรเน้นสนุกกับความตลกโปกฮา เน้นนันทนาการ) ^_^

ทีมของบริษัทผมกับทีมของอินทีเรียแข่งฟุตบอลกันบ่อยๆ ตามโอกาส(ไม่ถึงกับเรียกได้ว่าเป็นประเพณี--แข่งกันเอาตามสะดวกและความสนุก ตามโอกาสว่างที่พอจะหาได้)
ผมเองก็มีโอกาสได้ไปเล่นฟุตบอลกระชับมิตรกับเขาสักครั้งสองครั้งได้มั้ง-ไม่บ่อย :P

เมื่อต้นอาทิตย์รุ่นน้องคนนึง ซึ่งเป็นคนประสานงานเกี่ยวกับกิจกรรมฟุตบอลของบริษัท
เข้ามาบอกผมว่า อยากได้โลโก้ทีมฟุตบอลใหม่ ซึ่งเป็นโลโก้ใหม่ที่รวมทีมฟุตบอลทั้งสองทีม(สถาปัตย์ กับ อินทีเรีย)ไว้ด้วยกัน
เอาไว้ใช้แข่งในแมทช์ใหญ่ที่ไปในนามของบริษัท (โอ้ว-เป็นเรื่องเป็นราวเลยนะ เรื่องแบบนี้แหละที่เราจริงจังและถนัด เรื่องไร้สาระน่ะ ^_^)
ผมรีบรับปากเพราะเป็นคนมีวิสัยทัศน์ดีในเรื่องแบบนี้ เพราะเห็นว่าเรื่องนี้มีศักยภาพทีจะพัฒนามันให้กลายเป็นเรื่องสนุกสนาน และบันเทิงเริงรมย์ได้

ขณะที่ผมออกแบบโลโก้ใหม่ อีกฝ่ายหนึ่งก็คัดเลือกแบบเสื้อและสีที่ต้องการ จากนั้นก็ให้ทุกคนในออฟฟิศโหวด ทั้งชายและหญิง(แบบเสื้อต้องถูกใจผู้หญิงด้วย เพราะถึงแม้จะไม่ได้แข่ง แต่เธอก็จะได้เสื้อเอาไว้ใส่เล่นๆ)
จนในที่สุดก็ได้แบบเสื้อมาแบบหนึ่งเป็นเสื้อคอวีสีขาว ตัวเสื้อเป็นเสื้อเรียบๆ ไม่มีลายสีกรมท่า--สวยดี

เรื่องเสื้อเป็นอันจบ-ที่เหลือคือโลโก้ ซึ่งเป็นหน้าที่ผม :P

ไอเดียแรกเลยที่คิดได้ก็คือ
1. น่ามีตัวเลข 103 อยู่ในโลโก้ด้วย
2. น่าจะเป็นรูปสัตว์อะไรสักอย่าง (เห็นพวกทีมฟุตบอลชอบใช้สัตว์เป็นเป็นโลโก้

จากไอเดียนี้ก็ได้แบบอย่างที่เห็น


ทางเลือกที่หนึ่ง


ความคิดเห็นของผม : ผมชอบแบบนี้นะ เพราะมันดูคลุมเคลือดี เหมือนสัตว์หลายๆ อย่าง อารมณ์ที่ออกมาทางสีหน้าก็มีความขัดแย้งในตัวเองสูง ดูหวาดระแวง เนิร์ดๆ นิดๆ ขี้เล่น และดูเหมือนเป็นสัตว์ที่นอนไม่หลับ แล้วก็สอดคล้องกับไอเดียแรกที่คิดได้ เพราะมีตัวเลข 103 แล้วก็มี คำว่า D+IA ซึ่งเป็นชื่อย่อของทั้งสองบริษัท ที่ผมชอบที่สุดก็คือมันดูน่ารัก และไม่จริงจังดี ^_^

ควาคิดเห็นของคนอื่น : มันไม่น่าเกรงขาม ไม่เท่ รุ่นพี่คนนึงยกตัวอย่าง ดูตัวอย่างทีมฟุตบอลที่มีชื่อเสียง หงษ์แดง ปีศาจแดง อินทรีหล็ก หรือแม้ก็ทั้งทีมในเอเชียทีมชาติญี่ปุ่นก็เป็นรูปเหยี่ยว ดิเห็นปะแต่ละทีมมันดูเท่ทั้งนั้น โลโก้นี้มันดูน่ารักและประหลาดจนเกินไป อยากได้แบบเท่ๆ แล้วก็ดูแบดบอยหน่อยๆ-หลายคนออกความเห็นแบบนี้ แต่ไม่ใช่จะไม่ชอบกันทุกคน รุ่นน้องบางคนที่เป็นผู้หญิงก็บอกว่า-ชอบๆ น่ารักๆ ดี

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เลยเกิดแนวทางที่สองขึ้นมา


ทางเลือกที่สอง


ความคิดเห็นของผม : ผมพยายามปรับมันให้ดูแบดบอยขึ้น ให้มันดูแล้วชั่วๆ นิดๆ โดยยังคงไอเดียเรื่องตัวเลข 103 เอาไว้อยู่ จากไม่รู้ว่าเป็นสัตว์อะไร ก็ตอนนี้เริ่มชัดเจนแล้ว-เพราะมันกลายเป็นลิงเผือก(อย่าถามว่าทำไมต้องเป็นลิงเผือกมีความหมายอะไร-เพราะรุ่นพี่ที่ออฟฟิศพยายามถามแล้วคำตอบที่ได้ก็คือ ไม่รู้ ^_^ เฮอๆ) สำหรับตัวผมเองทำเสร็จแล้วก็ไม่ชอบอันนี้เท่าไหร่นัก ชอบแบบแรกมากกว่า :P

ควาคิดเห็นของคนอื่น : อันนี้ไม่ค่อยมีคนโอกับมันเท่าไหร่ มีคนชอบประมาณสองคน-บอกว่าเท่ดี อยากได้อะไที่แบดๆ แบบนี้แหละ แต่ก็มีหลายเสียงเหมือนกันที่บอกว่าแย่กว่าอันแรก ส่วนผู้หญิงไม่มีใครรับอันนี้ได้เลย

ถึงตรงนี้ผมก็เลยลองเปลี่ยนทิศทางในการออกแบบนิดหน่อย
จากเรื่องสัตว์ก็เปลี่ยนเป็นโลโก้ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์เป็นรูปนามธรรม-ก็ได้นิหว่า น่าลองๆ
แต่ก็ยังคงเก็บไอเดียเรื่องต้องมีตัวเลข 103 อยู่บนโลโก้


ทางเลือกที่สาม


ความคิดเห็นของผม : อันนี้ผมใช้รูปทรงที่เป็นเลขาคณิตมาลองจัดองค์ประกอบ รูปนี้เกิดจากตัวเลข 103 ที่สามารถอ่านได้ทุกทิศทาง พอทำเสร็จแล้วอันนี้ผมก็ชอบนะ ไม่เลวๆ (ผมคิด)

ควาคิดเห็นของคนอื่น : เสียงส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าดีกว่าสองอันแรก มันควรจะมาในทิศทางนี่แหละ แต่อยากให้พัฒนาต่อให้อยู่ในแนวทางนี้


เป็นอันจบกระบวนการในการทำงานออกแบบโลโก้ของเรา-ที่เหลือก็ต้องดูกันต่อไปว่าทีมบริษัทอินทิเรียเขาจะโอหรือเปล่า ^_^



ปล--อันนี้เป็นโลโก้ทีมฟุตบอลของบริษัทเรา ที่เราเคยทำให้ เพื่อนและพี่หลายคนแซวว่า
ตั้งแต่ใช้โลโก้นี้มาแข่งยังไม่เคยชนะใครเลยว่ะ :P เพราะโลโก้มันคิขุไป เหมือนโลโก้ทีมบอลของโรงเรียนอนุบาลที่ไหนสักแห่ง แล้วก็หัวเราะกัน (เราว่าไม่เกี่ยวกับโลโก้มั้ง ^_^)
http://wichiter.blogspot.com/2006/11/football-club.html
+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+



ปล2--ลองเอาโลโก้ที่ทำไว้มาพัฒนาต่อเป็นลายผ้าดูก็โอเคนะ ทำเป็นผ้าปูโตีะ หรือผ้าม่านคิดว่าน่าจะดูสวยดี เหมือนกัน ^_^

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Books bought:
-In the Bubble : Designing in a complex world--John Thackara
-The Atlas of Experience--Louise Van Swaaij and Jean Klare

Book read:
-นิตยสารสารคดี-เล่มที่ 264--กุมภาพันธ์ 2550

Thursday, November 02, 2006

Football Club

2006-11-02


Design 103 International Football Club's Manifesto


ดีไซน์103 อินเตอร์เนชั่นแนล ฟุตบอลคลับ ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 เพื่อรวบรวมกลุ่มคนที่รักกีฬา ทั้งที่มีพรสวรรค์และไม่มีพรสวรค์(แต่ใจรัก)ในเชิงลูกหนัง(บางคนสังขารก็ไม่เอื้อ) เข้าไว้ด้วยกันเป็นกลุ่มก้อนเพื่อต่อลองผลประโยชน์กับกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มอื่นๆ(หรือทีมอื่นๆ)ในสนามหญ้าที่มีพื้นที่โล่งๆ แน่นอนว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องธุรกิจ(แต่เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพและพลานามัย)วัตถุประสงค์ก็ เพื่อฝึกหัดให้เป็นมนุษย์ที่รู้จักคำว่าชนะอย่างถูกวิธี (โดยมากมักมีสีขาวและสะอาด) และแน่นอนที่สุด ต้องไม่ลืมสิ่งที่เป็นโยชน์มากที่สุดที่กีฬาชนิดหนึ่งจะให้กับมนุษย์ได้ ซึ่งก็คือคำว่า"แพ้"

เพราะคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของการเป็นมนุษย์ที่ดีนั้นก็คือการ "แพ้เป็น"


+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-Corporate Fields: Office Project by AA Design Research Lab--Edited by Brett Steele
-The Architectural Review Magazine--October 2006

Wednesday, November 01, 2006

Greeting Card

2006-11-01




แบบส.ค.ส. ปีใหม่ของเรา
ที่ส่งร่วมประกวด ส.ค.ส. กันสนุกๆ
กับเพื่อนๆ ในออฟฟิศ ^_^

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+


*อันนี้เป็นของเมื่อปีที่แล้ว

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-Corporate Fields: Office Project by AA Design Research Lab--Edited by Brett Steele