Showing posts with label Travel. Show all posts
Showing posts with label Travel. Show all posts

Friday, February 02, 2007

ความทรงจำเกี่ยวกับป้าย 2 แผ่นในเกียวโต

ที่บ้านเมียวคิอัน 1 แผ่น และอีก 1 แผ่นที่พระราชวังนิโนมารุในปราสาทนิโจ
2007-02-02

-1-
บนรถไฟฟ้า ผมกำลังยืนประคองตัวท่ามกลางความแออัดยัดเยียด ของชั่วโมงเร่งด่วนในกรุงเทพฯ ด้วยความที่ยืนอยู่ในระยะใกล้มาก ผมจึงได้ยินเสียงสามีภรรยาคู่หนึ่งคุยกัน

"ผมคิดว่าถ้าลูกเราโตอีกหน่อย จะส่งไปเรียนที่โรงเรียนประจำที่ราชบุรี เห็นเพื่อนผมบอกว่าโรงเรียนนี้ดี" ภรรยาตอบกลับไปในขณะที่กำลังอุ้มเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังนอนหลับอยู่ "อืมฉันเห็นด้วยนะ เพื่อนฉันก็เคยบอกเหมือนกันว่า ด๊อกเตอร์ที่เป็นเจ้าของโรงเรียนนี้เขาเก่ง แต่ยังไงก็ต้องให้ลูกเราโตอีกนิดนึงถึงจะส่งไป ตอนนี้ลูกเรายังเล็กอยู่ ยังติดพ่อแม่"

สถานีหน้าคือสถานีอโศก ผมต้องเตรียมตัวลงแล้ว--ออฟฟิศที่ผมทำงานอยู่แถวนี้

เรื่องราวของครอบครัวนี้ สำหรับผมมันกำลังจบลง ผมแค่เดินผ่านเข้ามา แล้วก็กำลังเดินจากไป มันเป็นเสมือนชิ้นส่วนเล็กๆ ของเหตุการณ์ที่ผมได้ประสบพบเจอ(ในทางกลับกันตัวผมเองก็เป็นเหมือนเหตุการณ์เล็กๆ ที่ครอบครัวนี้ได้พบเจอเช่นกัน) เรื่องราวก่อนหน้านี้ของครอบครัวนี้เป็นยังไงผมไม่รู้ เรื่องราวหลังจากนี้เป็นยังไงผมยิ่งไม่รู้(ในอนาคตพวกเขาจะส่งเด็กผู้หญิงคนนั้นไปโรงเรียนประจำหรือเปล่า?--ผมยิ่งไม่รู้ใหญ่) เราอาจจะเพียงแค่เดินผ่านกันในวันนี้ แล้วก็อาจจะไม่ได้พบกันอีก เมื่อเดินออกจากรถไฟฟ้าไปผมชีวิตผมก็ต้องผมกับเหตุการณ์ใหม่ๆ อื่นๆ ที่กำลังผ่านเข้ามา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ชีวิตเป็นเสมือนภาพ collage ที่ไม่ประติดประติดประต่อ ของเหตุการณ์ที่ไม่ต่อเนื่อง แยกออกมาเป็นชิ้นๆ คล้ายภาพนามธรรม (Abstract)

ธรรมชาติของประสบการณ์จึงไม่ใช่เรื่องเล่าเชิงเส้น ที่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดในตัวมันเอง

แต่ประสบการณ์มีโครงสร้างคล้ายกิ่งก้านและรากของต้นไม้

ที่แตกแขนงและสัมพันธ์กัน

บางครั้งต่อเนื่อง

บางครั้งก็ไม่ต่อเนื่อง



-2-
ภาพนักท่องเที่ยวที่ปรากฎอยู่ตรงด้านหน้าปราสาทนิโจ ที่เกียวโต ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของมาร์ค
"ดูจากวิธีการเที่ยวของคุณ ถ้าให้ผมเดาคุณไม่น่าจะใช่ backpacker มืออาชีพ ดูคุณไม่ค่อยใส่ใจในการเที่ยวเท่าไหร่" พอพูดจบเขาก็หัวเราะร่วน

ผมหัวเราะคลอไปกับมุขตลกของเขาแล้วตอบไปว่า "ผมไม่ใช่ Backpacker อย่างที่คุณว่าจริงๆ เพราะจริงๆ แล้วผมเป็นนักเดินเล่น ที่เดินทางมาเดินเล่นไกลถึงเกียวโต" ถึงตาผมหัวเราะบ้าง

มาร์คเป็นเพื่อนร่วมห้องพักเดียวกันกับผมที่ Higashiyama Youth Hostel ในเกียวโต เดียงของมาร์คอยู่ถัดไปจากเตียงของผม ผมพบมาร์คในคืนที่สาม ที่ผมพักอยู่ที่นี่ มาร์คเดินหอบกระเป๋าใบใหญ่พร้อมข้าวของพะรุงพะรังเข้ามาในห้อง จากการทักทายกัน ทำให้ผมรู้ว่า เขาเป็นคนอเมริกัน และเป็นนักศึกษาที่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัยสักแห่งหนึ่งในอเมริกา(ผมจำไม่ได้แล้ว)

"ผมไม่ได้แปลนแผนการเที่ยวเอาไว้เลย" ผมตอบเขาไปอย่างนั้นเมื่อเขาถามถึงแผนการท่องเที่ยวในเกียวโตของผม

ก็ไม่เชิงว่าไม่ได้วางแผนเอาไว้ เพียงแต่ที่เกียวโตผมไม่ได้วางแผนเอาไว้รัดกุมเหมือนกับการท่องเที่ยวญี่ปุ่นของผมทริปนี้ในจังหวัดอื่นๆ--โตเกียว โยโกฮาม่า โตชิกิ เซ็นได คานาซาว่า และสุดท้ายที่โอซาก้า เพราะเกียวโตเป็นจังหวัดสำคัญทีสุดสำหรับผมในการเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นในครั้งนี้ ผมจึงอยากที่จะรู้สึก 'สบาย สบาย' ในการที่จะทำความรู้จักกับเกียวโต

"นี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอนสำหรับการมาเที่ยวที่นี่--เกียวโต" ผมบอกกับตัวเองไว้อย่างนั้น ทันทีที่ผมเดินออกมาจาก Kyoto JR Station แล้วเห็นบรรยากาศของเมืองนี้(เมืองที่ตึกนั้นดูไม่สูงไปจนเกินงาม--แสดงว่าคนที่นี่ไม่ค่อยละโมบ และโลภมากในการใช้พื้นที่) ในเช้าวันแรกที่ผมเดินทางมาถึง เวลาในตอนนั้นน่าจะประมาณ 7 โมงเช้าและอากาศดีมากๆ หลังจากเดินเข้าไปซื้อตั๋ว City Bus แบบใช้ One Day Pass ที่ Information Office ที่อยู่ทางด้านหน้าของสถานีแล้วผมตัดสินใจเดินทางไปที่พัก ด้วยการเดินเท้า เพราะอยากซึมซับบรรยากาศของเมืองเกียวโต(คุณอาจจะสงสัยว่าผมซื้อตั๋วไปทำไมถ้ายังไม่ใช้มัน คือผมคิดเอาไว้ว่าจะใช้หลังจากเดินทางถึงที่พักแล้ว) หรือถ้าพูดให้ดูน่าหมั่นไส้หน่อยก็อาจจะบอกว่า "ผมอยากทำความรู้จักเกียวโตอย่างช้าๆ ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป"

อีกหลายเดือนต่อมาหลังจากนั้น ผมลองใช้โปรแกรม Google earth วัดระยะทางที่ผมเดินเล่นในเช้าวันนั้น ตัวเลขที่ได้คือ 5.4 กิโลเมตร
(เช้านั้นผมใช้เวลาเดินเกือบสามชั่วโมง)

ที่หน้าปราสาทนิโจ ตอนนี้ผู้คนพลุกพล่านไปหมด ไม่ว่าคุณจะพยายาม romanticize ความคิดของคุณ ว่าตัวคุณเองเป็นอะไรแบบไหนก็ตาม-นักท่องเที่ยวผู้มั่งคั่งที่กำลังเดินทางมาพักผ่อนกับครอบครัว, นักวิจัยที่เดินทางมาเก็บข้อมูลเพื่อเขียนบทความเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นสักชิ้นสองชิ้น, Backpacker ที่รักอิสระและออกเดินทางท่องโลกอย่างเสรี, ช่างภาพที่ชอบมองโลกรอบตัวผ่านกล้องถ่ายรูป มากว่าที่จะมองโลกด้วยเนื้อตาของตัวเอง หรือแม้กระทั้งนักเขียนที่กำลังออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยความความเชื่อที่ว่า "การเดินทางเป็นดวงตาของนักเขียน"(ซึ่งคุณก็ต้องไม่ลืมเหมือนกันว่านักเขียนคนสำคัญในโลกวรรณกรรมอย่าง Raymound Queneau และ Georges Perec ก็ไม่เคยเดินทางไปไหนไกลกว่ากรุงปารีสที่พวกเขาอยู่) หรือว่าตัวผมเองที่นิยมชมชอบวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นนักศึกษา และเดินทางมาเที่ยวไกลถึงญี่ปุ่นคราวนี้ก็เพราะอยากเห็นมัน--สิ่งที่ตระหง่านอยู่ข้างหน้าผมในตอนนี้ ด้วยเนื้อตาของตัวเองสักครั้งในชีวิต(เหตุผลนี้ฟังดูแล้วก็น่าหมั่นไส้ไม่แพ้กัน)

ไม่ว่าคุณเป็นใครก็ตาม ถ้าคุณมาที่ปราสาทนิโจ--ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของเกียวโต ในช่วงเดือนเมษายน สิ่งที่คุณจะได้พบเป็นอย่างแรกเลยก็คือ "คน คน คน แล้วก็คน"
คลื่นของผู้คนอยู่เต็มด้านหน้าปราสาทนิโจ

ที่นี่คุณจะเห็น Backpacker ยืนต่อแถวกับกรุ๊ปทัวร์ที่มีคนถือธงเดินนำหน้าด้วยบรรยากาศ สมานฉันท์--ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย คลุกเคล้ากันจนกลายเป็นแถวเดียวเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ


-3-
'To visit Myoki-an, Please apply in writing a month in advance, specifying your name, address, telephone number and the date you wish to come.
With your letter please include a reply-paid postcard.(available at post-offices, called "ofuku hagaki"
Admission is 1,000 yen (Pay on the day you visit.)'

ผมยืนอ่านข้อความเหล่านี้วนไปวนมาอยู่หลายครั้ง มันเป็นข้อความภาษาอังกฤษตัวเล็กๆ ที่อยู่ใต้อักษรภาษาญี่ปุ่นที่เขียนด้วยลายมือขนาดใหญ่บนป้ายประกาศหน้าที่อยู่ด้านหน้าบ้านหลังนี้--เมียวคิอัน ซึ่งในตอนนี้ไม่มีใครอีกเลยนอกจากผม

"น่าเสียดาย" คงจะพูดประโยคอื่นไม่ได้อีกแล้วในเวลานี้ ก็ในเมื่ออุตส่าห์เดินทางออกมาที่ย่านชานเมืองของเกียวโต--โอยามาซากิ เมืองที่อยู่ระหว่างเกียวโตกับโอซาก้า เพื่อมาเยี่ยมชมบ้านหลังนี้

"ผมไม่ได้แปลนแผนการเที่ยวเอาไว้เลย" ผมนึกถึงประโยคเคยที่ตอบมาร์คไปเมื่อคืนแล้วปิดท้ายประโยคนี้ด้วยเสียงหัวเราะร่วน ผิดกันแต่ที่ตอนนี้ผมหัวเราะไม่ออกเสียแล้ว ถ้ามาร์คอยู่ด้วยตอนนี้เขาน่าจะเป็นมนุษย์โลกที่หัวเราะแทนผมได้ดีที่สุด

ผมเดินวนดูรอบบ้านหลังนี้อยู่สักพัก แล้วก็หยิบกล้องออกมาเพื่อถ่ายภาพบ้านหลังนี้จากบริเวณพื้นที่ที่อยู่รอบๆ

แน่นอน
ผมถ่ายภาพป้ายประกาศแผ่นที่ติดอยู่หน้าบ้านแผ่นนั้นมาด้วย




-4-
บริเวณพื้นที่โล่งตรงประตูคาระมัง(Kara-mon) ซึ่งเป็นลานโล่งหน้าพระราชวังนิโนะมารุ ที่อยู่ภายในพื้นที่ของปราสาทนิโจ นักท่องเที่ยวกำลังโพสท่าถ่ายรูปบริเวณหน้าทางเข้า ผมเองก็หยุดยืนบริเวณนี้เพื่อเปลี่ยนฟิลม์ม้วนใหม่ให้เสร็จ ก่อนเดินเข้าไปไปชมภายในภายในพระราชวัง

ภายในพระราชวังเจ้าหน้าที่แจกแผนผังคร่าวๆ ข้อมูลในนั้นบอกว่าพระราชวังแห่งนี้แบ่งออกเป็น 10 จุดที่สำคัญ ซึ่งแบ่งออกตามขนาดของพื้นที่ใช้สอย ที่จัดเอาไว้เป็นห้องอย่างได้สัดส่วน และนักท่องเที่ยวควรเดินตามเส้นทางที่กำหนดไว้ในแต่ละจุดโดยเคร่งครัด

ความน่าสนใจของพระราชวังนี้ที่ผมสัมผัสได้ในเบื้องแรกเลยก็คือ ยูกุยซึบาริ (Uguisu-Bari) หรือพื้นนกไนติ้งเกล ที่อยู่บริเวณระเบียงทางเดินโดยรอบ ที่ถูกออกแบบมาให้มีเสียงดังตลอดเวลาแม้ว่าคุณจะเหยียบย่ำมันด้วยสัมผัสที่แสนจะแผ่วเบาเพียงไร

ภายในพระราชวังนักท่องเที่ยวต้องเดินเป็นแถวตามเส้นทางที่กำหนดไว้
ระหว่างทางผมพยายามหยุดเดินเพื่อมองภาพเขียนที่ประดับไว้ที่บานเลื่อนโชจิ(ประตูที่ทำด้วยกระดาษ) เพื่อซึมซับความงามของภาพเขียนเหล่านั้น ซึ่งล้วนแต่เป็นภาพเขียนของศิลปินที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นในสมัยโบราณทั้งสิ้น

แต่ไม่สำเร็จ

เพราะทุกครั้งที่หยุด เพื่อที่จะจดบันทึกอะไรเล็กๆน้อยๆ หรือเพื่อซึมซับเอาความงดงามของภาพเขียนที่ห้องต่างๆ เจ้าหน้าที่ที่อยู่ตามจุดต่างๆ จะส่งสัญญาณเป็นอวัจจนะภาษาอย่างสุภาพมาที่ผม--ประมาณว่าทำแบบนี้ไม่ได้นะคะกรุณาเดินต่อไป ผมไม่ควรหยุด และกรุณาเดินตามแถวให้เรียบร้อย ยิ่งเดินก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนสายพานอะไรสักอย่างที่ถูกบังคับให้ต้องเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา

และเช่นเดียวกัน

ตลอดทางบานโชจิทางด้านซ้ายมือของระเบียงที่เชื่อมต่อกับสวนนิโนมารุ ที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงสวนหนึ่งของญี่ปุ่น ออกแบบไว้นานกว่า 400 ปีที่แล้ว โดย โกโบริ เอนชู (Kobori Enshu) เลื่อนปิดสนิททุกบานจนเราไม่สามารถเห็นได้เลยว่าภายนอกบานโชจิเหล่านั้นมีสวนที่แสนสวยงามอยู่

ที่บานโชจิมีแผ่นป้ายเขียนเอาไว้ว่า

"Don't open! For the protection of wall painting"

ผมมองที่แผ่นป้ายนี้ แล้วอ่านมันซ้ำอีก





-6-
เมียวคิอัน (Myoki-an) น่าสนใจตรงไหน? ทำไมผมถึงนั่งรถไฟออกจากเมืองเกียวโตเพื่อไปดูบ้านเก่าๆ เล็กๆ หลังนี้

เมียวคิอัน เคยเป็นวัดเซนของสำนักท่านรินไซมากก่อน ก่อสร้างขึ้นในสมัยโมรุมาจิ ซึ่งมีอายุประมาณ 400-700 ปีที่แล้ว ภายในมีเรือนน้ำชาแบบญี่ปุ่น "The Taian teahouse" ที่มีชื่อเสียงที่สุดเป็น 1 ใน 3ของเรื่อนน้ำชาที่สำคัญที่สุดและมีอายุเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น

รู้สึกเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เข้าไปเยี่ยมชม


ภาพถ่ายบริเวณด้านหน้าของเมียวคิอัน


ป้ายแสดงรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับเรือนน้ำชา


-7-
ผมเดินวนรอบพระราชวังเพื่อถ่ายรูปสวนนิโนมารุ พลางแล้วก็คิดอะไรไปพลาง องค์ประกอบของสวนแห่งนี้ประกอบไปด้วยบ่อน้ำบ่อใหญ่ ซึ่งมีเกาะสามเกาะเล็กๆ อยู่ในนั้น



ยิ่งเดินผ่านสวนแล้วมองเข้าไปในพระราชวังที่เพิ่งเดินออกมาก็ยิ่งทำให้รู้สึกเสียดาย เพราะการปิดประตูหมดทุกบานเพื่อป้องกันภาพวาดที่อยู่ภายในทำให้คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นนั้นหายไป
เพราะสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นพื้นที่บริเวณระเบียงนั้นเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เนื่องจากเป็นส่วนที่เชื่อมต่อพื้นที่ภายในเข้ากับพื้นที่ภายนอก ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้เป็นจุดที่ถูกกำหนดไว้ด้วยกรอบของสถาปัตยกรรม ทำให้องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมเป็นเสมือนฉาก คนที่เข้าไปรับรู้หรือสัมผัส อยู่ในบริเวณนั้น จะเติมเต็ม ทำให้องค์ประกอบต่างๆ ของความงามและความหมายต่างๆ ที่แฝงในเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นในสวนที่อยู่ภายนอกอาคาร หรือตัวสถาปัตยกรรมจนทำให้มันสามารถเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

-8-
ถ้าต้องเปรียบเทียบความรู้สึก ระหว่างการไม่ได้เข้าไปเยี่ยมชมบ้านเมียวคิอัน กับการเข้ามาในปราสาทนิโจที่อยู่ในสภาพแบบนี้-เต็มไปด้วย นักท่องเที่ยว เดินอยู่ในอาคารแบบ Non-stop ปิดประตูทุกบ้านที่เชื่อมต่อกับสวนที่อยู่ภายนอก เพื่อป้องกันภาพเขียนที่อยู่ภายใน สำหรับผมประสบการณ์อย่างหลังทำให้ผมรู้สึกแย่กว่า

คนญี่ปุ่นรับเอาด้านดีและด้านร้ายของธรรมชาติมาไว้เป็นสมบัติของตัวเองเสมอ บ้านญี่ปุ่นกรุด้วยกระดาษบนโครงไม้ซึ่งทำให้ไม่สามารถป้องกันความหนาวเย็นที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติได้ แต่ในขณะเดียวกันโครงสร้างกระดาษก็ก่อให้เกิดแสงนวลสลัวที่แสนงดงาม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ย่อมสะท้อนทัศนะคติในเรื่องการยอมรับด้านทั้งสองด้าน และยอมรับในการย่อยสลายเปลี่ยนแปลงไปของสรรพสิ่งต่างๆ เมื่อถึงเวลา

สำหรับผมไม่ว่ายังไง อีกไม่กี่วันผมก็คงต้องกลับกรุงเทพฯเรื่องราวของที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น สำหรับผมมันกำลังจบลง ผมแค่เดินผ่านเข้ามา แล้วก็กำลังเดินจากไป มันเป็นเสมือนชิ้นส่วนเล็กๆ ของเหตุการณ์ที่ผมได้ประสบพบเจอ ผมอาจจะเพียงแค่เดินทางผ่านมาที่นี่ในวันนี้ แล้วก็อาจจะไม่ได้หวนกลับมาอีก เมื่อเดินออกจากสถานที่นี้ไปชีวิตผมก็ต้องผมกับเหตุการณ์ใหม่ๆ อื่นๆ ที่กำลังผ่านเข้ามา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ชีวิตเป็นเสมือนภาพ collage ที่ไม่ประติดประติดประต่อ ของเหตุการณ์ที่ไม่ต่อเนื่อง แยกออกมาเป็นชิ้นๆ คล้ายภาพนามธรรม (Abstract)

ธรรมชาติของประสบการณ์จึงไม่ใช่เรื่องเล่าเชิงเส้น ที่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดในตัวมันเอง

แต่ประสบการณ์มีโครงสร้างคล้ายกิ่งก้านและรากของต้นไม้

ที่แตกแขนงและสัมพันธ์กัน

บางครั้งต่อเนื่อง

บางครั้งก็ไม่ต่อเนื่อง


ขอบคุณ
พี่หนุ่ม--โตมร ศุขปรีชา
พ่ง--ภาวนา แก้วแสงธรรม

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-Not Always So--Shunryu Suzuki

Monday, December 11, 2006

Pai Away

2006-12-11





ขณะที่ผมกำลังยืนถ่ายรูปร้าน Pai Away อยู่ที่ฝั่งตรงข้ามพี่เจ้าของร้านก็ตะโกนข้ามฝั่งถนนมา
"น้องๆ ที่ถ่ายรูปอยู่พี่ขอคุยด้วยหน่อยสิ"
"ฉิบหายแล้ว!" ผมคิดในใจเขาห้ามถ่ายรูปหรอว่ะ

ถ้ามองผิวเผินคุณอาจจะคิดว่า นี่คงเป็นร้านในสวนจตุจักร หรือร้านแถวถนนนิมมานเหมินท์ ที่เชียงใหม่--แต่ร้านนี้อยู่ที่เมืองปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

"ไม่มีอะไรหรอกครับ เห็นน้องใช้กล้องโบราณอยู่ก็เลยอยากคุยด้วย" พี่เจ้าของร้านพูดถึงกล้อง Olympus Pen-EES 2 ที่ผมถืออยู่
"อ๋อพอดี มาเที่ยวแล้วกล้องดิจิตอลเสียน่ะครับ กะเอาไว้ว่าจะเอาตัวนี้มา สแนป อะไรเล่นๆ ก็เลยต้องเปลี่ยนใจ"
"อืม พี่ก็มีอยู่ตัวนึง พี่ว่าประหยัดดี ฟิลม์ม้วนนึงถ่ายภาพได้เยอะดีนะ" พี่ร้านถ่ายรูปพูดถึงคุณสมบัติแบบ Half Frame ของมันคือ ฟิลม์ปรกติถึงภาพสามารถถ่ายภาพด้วยกล้องนี้ 2 ภาพ
"รูปสวยดีนะครับ แล้วภาพไหนที่พี่ใช้ Pen-EES ถ่ายครับ" ผมชวนพี่เขาคุยถึงภาพถ่ายของพี่ที่วางโชว์อยู่ในร้าน
"อยู่ตรงโน้นแน่ะ รูปทุ่งนาในปาย พี่ถ่ายเอาไว้นานแล้ว"
"สวยดีพี่ แล้วปรกติพี่ใช้กล้องตัวไหนถ่ายภาพ"
"อ๋อภาพส่วนใหญ่ พี่ใช้กล้อง Leica ถ่ายน่ะ" พี่เขาชี้ที่กล้องตัวนึงที่วางโชว์อยู่ในตู้หน้าร้าน โอ้วไฮโซๆ ผมคิดในใจ
"พี่ผมขอถ่ายรูป บรรยากาศภายในร้านเก็บเอาไว้สักสองสามรูปได้ไหมครับ"
"ตามสบายเลยน้อง พี่ดีใจนะที่ยังมีคนใช้กล้องโบราณอยู่ ยังไม่ยอมปล่อยให้มันพ้นสมัยไป"


ด้านล่างเป็นภาพที่ผมถ่าย




ภาพบรรยากาศภายในร้าน



ผมนึกถึงหนังเรื่อง Coffee and Cigarettes ของ Jim Jarmusch ที่ด้านหลังกล่องดีวีดีเรื่องนี้เขียนเอาไว้ว่า "นี่อาจจะเป็นหนังขาวดำเรื่องสุดท้ายในโลกที่ถ่ายด้วยฟิลม์ เพราะบริษัทโกดัก กำลังจะเลิกผลิตฟิล์มเนกาทีฟขาวดำ (ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้เป็นยังไงผมยังไม่ทราบ)
"พี่ชอบถ่ายรูปน่ะน้อง โดยเฉพาะภาพขาวดำพี่รักมันมาก" ประโยคนี้ของพี่--ทำให้ผมตัดสินใจ ไม่ปริปากพูดในสิ่งที่ผมคิดอยู่ในใจ

ทำยังไงได้
เรื่องน่าใจหายแบบนี้
มีหรือที่ผมจะกล้าบอกพี่เขา

ก็คงต้องปล่อยให้
Anyting มัน goes ไปตามทาง--ของมัน


+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-

ร้านหนังสือในปาย (1)

2006-12-11


ตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว ว่าบ่ายนี้จะลองปั่นจักรยานเล่นรอบเมืองปาย หลังเสร็จสิ้นจากการกินขาหมูยูนาน--เจ้าดังของเมืองปายเป็นมื้อเที่ยง(อร่อยดี ^_^) ผมกับเพื่อนก็แยกย้ายกันเที่ยวตามอัธยาศัย

ราคาค่าเช่าจักรยานที่ปายไม่แพง

ป้าร้านขายส้มที่อยู่ตรงข้ามร้านเช่ามอเตอร์ไซด์ aya คิดผมวันละ 30 บาท ไม่ต้องวางมัดจำ ไม่ต้องดูบัตรประชาชน แค่เขียนชื่อ นามสกุล แล้วก็ชื่อที่พัก เดินเข้าไปเลือกจักรยานที่จอดอยู่ข้างร้าน แล้วออกมากรอกในสมุดบันทึกนิดหน่อยว่าเอาจักรยานหมายเลขอะไรไป เท่านั้นเป็นอันเสร็จขั้นตอน

ผมปั่นจักรยานหมายเลข A-5 มุ่งหน้าไป ร้าน Siam Used Books ร้านขายหนังสือที่ผมบังเอิญเห็นในแผนที่เมืองปายที่ผมหยิบติดมือมาจากที่พัก อยากลองเยี่ยมเยียนร้านหนังสือที่ปายดู--ตามภาษาคนที่นิยมชมชอบหนังสือ ^_^

ปั่นไปปั่นมาอยู่ที่ถนนรังสิยานนท์หลายรอบจน ลุงที่ขายขนมอยู่หน้าร้านถ่ายรูปร้านหนึ่งทนดูความเก้ๆกังๆไม่ได้ ตะโกนถาม "หาอะไรอยู่หรอพ่อหนุ่ม เห็นปั่นไปปั่นมาหลายรอบแล้ว"

"ร้านหนังสือชื่อ Siam Used Books ครับ" ผมตอบลุงไปพร้อมชี้แผนที่ให้ลุงดู
"อ๋อ เมื่อเช้าลุงฟังวิทยุเห็นเขาโฆษณาว่าย้ายไปแถวถนนชัยสงคราม แถวท่ารถน่ะ ลองไปดูแถวนั้นสิ"
ผมพับแผนที่เก็บที่ตระกร้าหน้ารถ ขอบคุณลุงก่อนที่จะปั่นจักรยานต่อไปยังที่หมาย

Siam Used Books เป็นบ้านตึกครึ่งไม้ อยู่ไม่ไกลจากท่ารถ(อย่างที่ลุงบอกจริงๆ) มีหนังสือเยอะพอสมควรโดยมากเป็นหนังสือต่างประเทศ มีหนังสือภาษาไทยอยู่นิดหน่อย--ตามรสนิยมการอ่านของเจ้าของร้าน (พี่เปิ้ลที่เป็นเจ้าของร้านบอกว่าเป็นหนังสือที่เขาอ่านแล้วทั้งหมด)

ผมเดินกวาดสายตาไปตามชั้นหนังสือต่างๆ จนคิดว่าชั้นหนังสือเหล่านั้นน่าจะสะอาดสะอ้านพอสมควรแล้ว (ถ้าเช็ดตามด้วยผ้าขยี้น้ำหมาดๆ คิดว่าน่าจะสะอาดกว่านี้ ) ^_^-เกือบสองชั่วโมงที่อยู่ที่นี่ ผมเลือกหนังสือทีีคิดว่าจะเอาไปกวาดสายตาเล่นต่อที่บ้านได้จำนวนหนึ่ง มีรายชื่อดังต่อไปนี้

1. JPod ฉบับปกแข็ง นิยายเล่มใหม่ของ Douglas Coupland--พี่เปิ้ล-เจ้าของร้านคุยว่าใหม่มากขนาดที่ตอนนี้ยังไม่มีฉบับ paperback จำหน่ายเลยด้วยซ้ำ (ท่าจะจริงอย่างที่แกพูดเพราะที่ร้านคิโนคุนิยะที่กรุงเทพฯ ก็ยังไม่มีขายเหมือนกัน)
2. The Ulysses Guide : Tours Through Joyce's Dublin เขียนโดย Robert Nicholson--พอเห็นเล่มนี้เจ้าของร้านเตือนด้วยความหวังดีว่า "เล่มนี้ไม่ใช่ Ulysses นะ" พร้อมกับโอดครวญให้ฟังถึงความยากเย็นในการอ่านนิยายเรื่อง Ulysses ผมยิ้มแล้วบอกพี่เปิ้ลว่า Ulysses น่ะผมเองก็ไม่เคยแตะเหมือนกัน สำหรับผมความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้คือการพาเที่ยวเมืองดับลินผ่านนิยายของ Joyce (เอ๊ะหรือว่าคู่มือการอ่านนิยายของ Joyce ผ่านเมืองดับลิน--แค่คิดก็สนุกแล้ว)
3. How to Build a Time Machine เขียนโดย Paul Davies--ที่ตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้ก็เพราะว่า มีความคิดว่าจะสร้าง Time Machine เอาไว้ใช้ส่วนตัวอยู่เหมือนกัน อยากกลับไปแก้ไขอดิีตที่เคยทำอะไรไม่ดีเอาไว้ ^_^

และเล่มสุดท้าย
The Book against God เขียนโดย James Wood--สำหรับผมแค่ชื่อหนังสือก็น่าสนใจแล้ว



ด้านล่างเป็นภาพบรรยากาศร้าน


หน้าร้าน Siam Used Books ด้านขวามือคือจักรยานหมายเลข A-5




บรรยากาศภายในร้าน




ตอนคิดเงินพี่เปิ้ลลดราคาค่าหนังสือให้ผมเยอะมาก(ทั้งที่ผมไม่ได้เป็นสมาชิกแล้วก็ไม่ได้มีบัตรลดอะไรพิเศษ) ^_^
ก่อนออกจากร้านผมถามพี่เปิ้ลว่านอกจากร้านพี่แล้วในปายมีร้านหนังสือร้านอื่นอีกหรือเปล่า?
พี่เปิ้ลตอบว่ามีอีกสองร้าน พร้อมกับชี้ตำแหน่งร้านในแผนที่ให้ผมดู

มีหรือที่ผมจะพลาด

หลังจากนั้น
ผมรีบปั่นจักรยานไปตามตำแหน่งที่พี่เปิ้ลบอก

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Books bought:
-How to Build a Time Machine--Paul Davies
-JPod--Douglas Coupland
-The Book Against God--James Wood
-The Ulysses Guide : Tours Through Joyce's Dublin--Robert Nicholson

Book read:
-

Monday, November 13, 2006

Tatsuo Yasuda

2006-11-13


เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2549

เกริ่นนำ
ผมพบกับ ทัสซีโอะ ยาสึดะ ในวันที่สามที่ผมใช้ชีวิตอยู่ในเกียวโต วันนี้ผมนัดกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า ฟูมิเอะ ซาไซ เธอเป็นศิลปิน เธอเป็นคนใจดี นิสัยดี เธอเป็นคนใจเย็น และปราณีต(อันนี้ผมสังเกตเอาเองจากงานศิลปะที่เธอทำ) เธอเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต วันนี้เป็นวันเสาร์ เธอว่างจากงานสอน และเสนอตัวเป็นไกด์พาผมเที่ยว(ซาไซบอกว่าผมมาในช่วงที่กำลังมีการสอบไล่เธอจึงยุ่งมากๆ) ผมนัดกับเธอตั้งแต่เช้าตรู่ที่ร้านสตาร์บัค ที่หน้าสถานนีรถไฟเกียวโต เพราะซาไซต้องนั่งรถไฟมาจากบ้านของเธอที่อยู่ที่โอซาก้า) เธอบอกว่าวันนี้จะพาผมตลุยดูงานศิลปะ(ผมบอกซาไซว่าไม่ต้องตะลุยหรอกผมไม่รีบ--เธอหัวเราะ) เริ่มจากแกลเลอรี่ของเพื่อนเธอที่กีออน(เป็นแกลเลอรี่ที่น่ารักเอามากๆ) ที่นั่นมีงานซาไซแสดงอยู่ จากนั้นเธอก็พาไปวัดเซนของท่านโดเก็น(ที่นี่ทำให้ผมขนลุกด้วยความตื่นเต้น--ก็ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในจุดมุ่งหมายสำคัญในการท่องเที่ยวทริปนั้น ^_^) จากนั้นเราก็เดินมาเรื่อยๆ แบบชิวๆ ข้ามแม่น้ำกาโม่มั้งถ้าจำไม่ผิด ผมชี้ตึกไทม์ (Time) ที่ออกแบบโดยทาดาโอะ อันโดะ (Tadao Ando)ให้ซาไซดู ซาไซรู้จักทาดาโอะ เพราะทุนที่เธอได้มาทำงานวิจัยที่เมืองไทย มีทาดาโอะ ดันโดะสถาปนิกชื่อดังคนนี้ เป็นคณะกรรมการร่วมอยู่ด้วย เดินผ่านตึกไทม์ไปเล็กน้อย ผมเห็นโปสเตอร์อันหนึ่งสะดุดตา จึงบอกซาไซว่าลงไปดูงานข้างล่างกันเถอะ (พอดีแกลเลอรี่นี้อยู่ชั้นใต้ดิน) และแล้วผมก็ได้พบกับ ทัสซึโอะ ยาสึดะ (Tatsuo Yasuda)



โปสเตอร์ทางด้านหน้าแกลเลอรี่ที่ผมบังเอิญเห็นเข้า--ก่อนที่จะชักชวนซาไซเข้าไปดูงาน




ที่ อิเตะซะ(Iteza) แกลเลอรี่






โลกของทัสซีโอะ--ในแกลเลอรี่ขนาดเล็กๆ

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+



สองนาทีกับ ทัสซึโอะ*

ซาไซ--เพื่อนฉันมาจากกรุงเทพฯ ชอบงานคุณมากค่ะ อยากให้ฉันช่วยเป็นล่าม
เขาอยากคุยกับคุณ
ทัสซึโอะ--ยินดีครับ ขอบคุณที่ชอบงานผม (ซาไซหันมาแปลให้ผมฟัง)
วิชิต--งานคุณน่ารักดี มีอารมณ์ขัน แล้วก็มีกลิ่นไอของธรรมชาติ
ทัสซึโอะ--ผมเป็นคนบ้านนอก ก็เลยได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติเยอะครับ
วิชิต--ไม่ทราบว่าคุณมีอีเมล์ไหมครับ เผื่อโอกาสหน้าเราจะได้ติดต่อกัน (ซาไซหันไปแปลให้ทัสซึโอะฟัง)
ทัสซึโอะ--เสียใจด้วยครับบ้านผมไม่มีคอมพิวเตอร์
ซาไซ--(หันมาคุยกับผม)จี้ ขอเบอร์โทรศัพท์ไม๊ เวลาถ้ามีธุระอยากคุยฉันจะติดต่อให้น่ะ (ซาไซหันไปคุยกับทัสซึโอะ)
ทัสซึโอะ--ต้องขอโทษด้วยจริงๆ โทรศัพท์ที่บ้านผมก็ไม่มีครับ ถ้าอยากจะติดต่อกันจริงๆ ไม่ต้องรีบร้อนครับเขียนจดหมายคุยกันก็ได้ ส่งมาตามที่อยู่นี้ หรือจะส่งมาที่หอศิลป์ที่นี่ก็ได้ ผมมีรถเก่าๆ คันนึงครับ ขับเขามาในเมืองเกียวโตบ่อย
วิชิต--(ผมกำลังอมยิ้มกับข้อความที่ซาไซแปล "ถ้าอยากจะติดต่อกันจริงๆ ไม่ต้องรีบร้อน") พร้อมกับรับโปสการ์ดแผ่นเล็กๆ ที่ทัสซีโอะยื่นให้ผม
วิชิต--ขอบคุณมากครับ หวังว่าโอกาสหน้าเราคงได้คุยกันอีก
ซาไซ--ขอบคุณมากค่ะ
ทัสซึโอะ--ไม่เป็นไรครับยินดีที่ได้รู้จัก

*บทสัมภาษณ์ ทัสซึโอะ ยาสึดะ วันเสาร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2549 ที่ Gallery Iteza เกียวโต โดย วิชิต หอยิ่งสวัสดิ์ และ ฟูมิเอะ ซาไซ แกะจากร่องรอยความทรงจำ
+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+
Books bought:
-Dylan:Visions, Portraits, and Back Pages--Edited by Mark Blake(MOJO)
-National Geographic--ฉบับเดือน พฤศจิกายน 2549
Book read:
-Anything--Edited by Cynthia C. Davidson