Showing posts with label Graphic Designer. Show all posts
Showing posts with label Graphic Designer. Show all posts

Sunday, March 04, 2007

Quentin Fiore

2007-03-04


หน้าปกหนังสือ The Medium is the Massage ฉบับพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1967


เควนติน ฟิโอเร(Quentin Fiore) คือใคร?
บางคนได้ยินชื่อบอกว่า "เอ๊ะ ชื่อนี้คุ้นๆ แฮะ!"
หลายคนอาจจะสงสัย "เควนติน ฟิโอเร คือใครว่ะ"
(ตัวผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น)



ในแวดวงสถาปัตยกรรมน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักหนังสือเล่มเขื่อง-ที่ทั้งหนักและทั้งหนา(แต่อ่านสนุกมากๆ-เป็นหนังสือที่ครบทุกรส มีทั้งโศกและสุข)
อย่าง S,M,L,XL ของสถาปนิกชื่อดัง เรม คูฮาส-Rem Koolhaas (นิตยสารไทม์เคยจัดอันดับสถาปนิกที่ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษที่ 20 ครึ่งศตวรรษแรก เป็นของ Le Corbusier ส่วนครึ่งศตวรรษหลังนั้นจะเป็นใครไปได้อีกนอกจากหมอนี่!-เรม) ที่ทำงานออกแบบหนังสือร่วมกับกราฟฟิกดีไซน์เนอร์ชื่อ ดังอย่าง Bruce Mau(คนนี้เป็นกรากฟิกดีไซน์เนอร์คนโปรดอีกคนนึงของผม เขาเป็นคนออกแบบหนังสือของสำนักพิมพ์ Zone Books ที่นิวยอร์กทุกเล่ม!) ความพิถีพิถันและรายละเอียดในเรื่องการออกแบบหนังสือเล่มนี้ หาอ่านได้ในหนังสือชื่อ Life Style ของ Bruce Mau

ถ้าวงการสถาปัตยกรรมมี คู่บัดดี้ Rem Koolhaas กับ Bruce Mau
วงการหนังสือที่เกี่ยวกับปรัชญาก็มี คู่บัดดี้ ที่ทำอะไรคล้ายกันอย่าง
Mashall Mcluhan กับ Quentin Fiore
(ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะร้องอ๋อ! เควนติน ฟิโอเร คนนี้นี่เองมิน่าคุ้นๆ อยู่ ^_^)
จนถึงวันนี้ทั้งคู่ทำหนังสือร่วมกันอยู่สองเล่ม
หนึ่งในนั้นเป็นหนังสือเล่มสำคัญของวงการปรัชญา
ใครที่เรียนเกี่ยวกับเรื่อง Media น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก-แต่จะชอบหรือไม่ชอบนี่อีกเรื่องนึงนะ
หนังสือเล่มนั้นก็คือ The Medium is the Massage: An Inventory of Effects
หนังสือพิมพ์ขาวดำทั้งเล่ม สวยแบบเรียบๆ-Grid ดีๆ spacing สวยๆ
ไม่มีใครสงสัยในเนื้อหาที่คมคายและปราดเปรื่อง ที่เป็นฝีมือจากมันสมองของมาแชล แมคลูฮัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพลังของหนังสือเล่มนี้ครึ่งหนึ่งก็อยู่ที่ฝีไม้ฝีมือในการจัดหน้าและออกแบบกราฟฟิกของ เควนติน ฟิโอเร ที่สอดประสานเป็นเนื้อเดียวกับเนื้อหาของแมคลูฮัน




หน้าปกหนังสือ The Medium is the Massage ฉบับภาษาฝรั่งเศส ใช้ภาพประกอบด้านในเป็นปก ไม่มีตัวหนังสือ ชื่อเรื่องพิมพ์เฉพาะตรงสันหนังสือ(เรียบดี ชอบๆ ^_^)


the book <--คำแปลภาษาฝรั่งเศสด้านบน (เทียบเอาจากฉบับภาษาอังกฤษ)

is an extension of the eye...


clothing, an extension of the skin...


Printng, a ditto device


"The thing of it is, we must live with the living"-Montaigne


เห็นหนังสือเล่มนี้แล้วไม่แปลกถ้าเราจะบอกว่า เควนติน ฟิโอเร-คือโมเดิร์นนิสท์ ที่น่าสนใจคนนึงของวงการกราฟฟิก
(ถ้าอยากจะจัดหมวดหมู่อ่ะนะ แต่ความจริงแล้วเรื่องพวกนี้ก็ไม่จำเป็นเท่าไหร่)
เพราะงานย่อมเปิดเผยคุณสมบัติพิเศษในตัวมันออกมาได้อยู่แล้ว
(ตกลงจะจัดหรือไม่จัด? :P)

ถึงตรงนี้หลายคนอาจะคิดว่า เควนติน ฟิโอเร น่าจะเป็นกราฟฟิกดีไซน์ที่มีชื่อเสียง
แต่ความจริงนั้นวิ่งสี่คูณร้อยเมตรไปในทิศทางตรงกันข้ามเลยล่ะ :P
เควนติน ฟิโอเร เป็นคนที่ low profile มากๆ(คนที่ทำงานดีๆ แล้วทำตัว low profile ยิ่งทำให้เราชอบเป็นพิเศษ ^_^) ถึงวันนี้ เราไม่รู้ว่าเขาเกิดเมื่อไหร่
หรือว่าตอนนี้ตายหรือยัง? เราไม่รู้ข้อมูลอะไรที่เกี่ยวกับตัวเขาเลย :P ทุกครั้งที่มีชื่อ เควนติน ฟิโอเร ปรากฎ ในบรรทัดเดียวกันนั้นเอง ย่อมมีชื่อ มาแชล แมคลูฮัน เคียงข้างอยู่เสมอแทบทุกครั้งไป

เควนติน ฟิโอเร ทำงานออกแบบหนังสืออยู่ 4 เล่มด้วยกัน--เท่าที่พอจะค้นข้อมูลได้นะ (3ใน 4 เล่มนี้เป็นงานที่ทำร่วมกับ มาแชล แมคลูฮัน) สี่เล่มที่ว่ามีรายนามดังต่อไปนี้


1. The Medium is the Massage: An Inventory of Effects(1967)--ทำงานร่วมกับ มาแชล แมคลูฮัน
2. นิตยสาร Aspen ฉบับที่ 4 เดือนสิงหาคม ปี 1967 เป็น box set มีชื่อว่า The Massage is Aspen (สวยมากๆ)--ทำงานร่วมกับ มาแชล แมคลูฮัน รวมทั้งศิลปินและกราฟิกดีไซน์เนอร์คนอื่นๆ อีกเพียบ

ลองเข้าไปดูรายละเอียดตามลิงค์นี้นะ http://www.ubu.com/aspen/aspen4/index.html

3. War and Peace in the Global Village (1968)--ทำงานร่วมกับ มาแชล แมคลูฮัน (เล่มนี้ยังไม่เคยเห็น)
4. I seem to Be a Verb--งานออกแบบปกหนังสือให้ buckminster Fuller สถาปนิกและวิศวกร ผู้หลงไหลในโครงสร้างขนาดใหญ่-เป็นคนคิดจีโอเดสิกโดม (เล่มนี้ก็สวย)

มาแชล แมคลูฮัน ตายในปี 1980
ส่วนเควนติน ฟิโอเร นอกจากทำงานกับ มาแชล แมคลูฮัน แล้วเขาออกแบบหนังสือให้คนอื่นๆ น้อยมาก หลังจากทศวรรษที่ 70 แล้วเราไม่เคยเห็นงานออกแบบของเขาอีกเลย

ไม่อยากจะคิด แต่ก็อดคิดไม่ได้อ่ะ ^_^
เป็นไปได้ไหม?
ที่ เควนติน ฟิโอเร ก็คือ มาแชล แมคลูฮัน นั่นเอง


ปล.--อันนี้เป็นการเดาของเรานะ :P ใครที่พอจะรู้เรื่องนี้ช่วยบอกที


+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Books bought:
-Katsu เล่ม 16--อาดาจิ มิซึรุ
-นิตยสารสารคดี-เล่มที่ 264--กุมภาพันธ์ 2550
-Greenpeace : How a group of ecologists, Journalists, and visionaries change the world--Rex Weyler

Books read:
-The Medium is the Massage: An Inventory of Effects--Marshall McLuhan and Quentin Fiore
-นิตยสารสารคดี-เล่มที่ 264--กุมภาพันธ์ 2550
-นิตยสาร Way เล่ม 5--กุมภาพันธ์ 2550
-เจ็บหรือที่จะคิด : สนทนากับอาร์เนอ เนสส์--เดวิด โรเธนเบิร์ก แปลโดย อรวรรณ คูหเจริญ นาวายุทธ

Friday, January 19, 2007

Garry Emery

2007-01-19

"My design sensibility has been formed by exposure to an eclectic array of 20th-century artists and art movements. I am a modernist but without dogma, a typographic traditionalist who seeks out the freedom of the accidental, a pragmatist who balances the rational and the lateral simultaneously. I design opportunistically, approaching each design commission as an exploration. I apply no design formula or prescription." Garry Emery



ภาพถ่ายของลุง

วห: สวัสดีครับลุงผมชื่อวิชิต หอยิ่งสวัสดิ์ ขอรบกวนเวลาลุงนิดนึงนะครับ อยากขอสัมภาษณ์ลุงนิดหน่อย เออคือผมมีชื่อเล่นว่าจี้นะครับ ระหว่างคุยกันลุงเรียกผมว่าจี้ก็ได้

กอ: ยังไงก็ได้ ฉันไม่ได้ใส่ใจอะไรกับมันมากมาย มันก็แค่ชื่อ

วห: เราเคยเจอกันครั้งนึงแล้ว เมื่อสามปีที่แล้วลุงจำได้ไหม

กอ: ใช่เมื่อสามปีที่แล้วมีคนเชิญฉันไปพูดที่กรุงเทพฯ รู้สึกว่าจะเป็นที่โบสถ์แถวถ์ย่านสีลม

วห: ใช่ครับโบสถ์ในซอยคอนแวนท์แถวสีลม...โบสถ์ชื่ออะไรหว่า ช่างมันเถอะครับผมนึกชื่อไม่ออก ไม่เป็นไรเรามาคุยกันต่อดีกว่า เออก่อนอื่นผมต้องเกริ่นแนะนำตัวคุณลุงก่อนนะครับ เพราะส่วนใหญ่บทสัมภาษณ์ที่ผมเคยอ่านเนี่ย ช่วงย่อหน้าแรกๆ จะต้องมีการเกริ่นนำก่อน คือยังงี้ครับผมจะเกริ่นนำว่า ลุงคนที่ผมกำลังคุยด้วยเนี่ย แกชื่อ แกร์รี่ อีเมอรี่ แกเป็นกราฟฟิกดีไซน์เนอร์ที่ผมชอบมากๆ

กอ: รู้สึกว่าครั้งนี้จะเป็นการเกริ่นนำที่แปลกที่สุดที่ฉันเคยได้ยินมา (ลุงแกยิ้ม) เพราะส่วนใหญ่เวลาคนที่สัมภาษณ์ฉันแล้วเอาไปเขียนลงหนังสือส่วนใหญ่เขาก็จะเกริ่นแต่อะไรที่ดูดีๆ เช่นเป็นกราฟิกดีไซน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนนึงในประเทศออสเตเรีย มีงานมากมายทั่วโลกอะไรอย่างเนี่ย หรือถ้าดูร้ายๆหน่อย ก็อย่างเช่นเป็นพวกนิยมโมเดิร์นนิสท์ เป็นไดโนเสาร์ตัวสุดท้ายของวงการกราฟฟิก

วห: คือผมไม่อยากเกริ่นอะไรที่ดูกว้างๆ และเลื่อนลอยแบบนั้นน่ะครับลุงแล้วอีกอย่างเนี่ย คนที่อ่าน Blog เนี่ยก็มีแต่เพื่อนๆผมทั้งนั้น ผมจึงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรที่ดูเป็นทางการแบบนั้น ผมว่าให้คนอ่านเขาอ่านไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเขาก็รู้จักลุงเองแหละ เรื่องแบบนี้ผมว่าน่าจะปล่อยไปตามธรรมชาติ ผมว่าแค่เกริ่นว่าเป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์ที่ผมชอบเนี่ยก็น่าจะโอแล้ว--ดูซับเจคทีฟดีครับ

กอ: ก็แล้วแต่นะ สำหรับผมยังไงก็ได้(ลุงแกยิ้ม)

วห: เมื่อสามปีที่แล้วตอนที่ผมนั่งฟังลุงพูดเนี่ย ผมนั่งอยู่ฝั่งซ้ายมือ เออถ้ามองจากสายตาลุงเนี่ย ก็เป็นฝั่งขวามือของลุง ผมนั่งๆ อยู่แถวหน้าหน้าหน่อย เป็นตั้งแต่สมัยเรียนแล้วผมเป็นคนไม่กลัวการนั่งหน้าชั้นเรียนเลย ตอนเรียนมหาลัยเวลาฟังเลคเชอร์ก็นั่งหน้าสุด วันนั้นเราสบตากันก็หลายครั้ง ถึงวันนี้ลุงคิดว่าลุงจำหน้าผมได้ไหมครับ รู้สึกคุ้นๆหน้าหรือเปล่า

กอ: ให้ตายเถอะฉันไม่คิดว่าเธอจะเริ่มต้นคำถามแรกด้วยคำถามนี้ เอาเป็นว่าฉันจำหน้าเธอไม่ได้ก็แล้วกัน

วห: ครับผมก็คิดว่าอย่างนั้นแหละ เราเปลี่ยนเรื่องคุยกันดีกว่า ตอนนี้ผมอยากจะให้ลุงเล่าประวัติชีวิตย่อๆ ของลุงให้ฟังหน่อยว่าลุงเข้ามาในแวดวงออกแบบกราฟฟิกได้ยังไง

กอ: ฉันจำได้ว่าเมื่อสามปีที่แล้วฉันเคยพูดเรื่องนี้ไปแล้วนะ เธอจำไม่ได้หรอ

วห: อันนี้เป็นคำถามนำครับ ต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้นิดนึง เพื่อลุงจะได้ตอบ อย่างน้อยก็น่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ของผมที่กำลังอ่าน Blog นี้อยู่

กอ: งั้นผมเล่าอีกครั้งก็ได้(ลุงแกยิ้ม) คือผมเกิดในประเทศออสเตเรียฝั่งตะวันตก แล้วก็ไม่ได้ศึกษาร่ำเรียนมาในด้านกราฟฟิกดีไซน์เหมือนกับดีไซน์เนอร์คนอื่นๆ เขาหรอก ตอนอายุ 14 ปีผมก็ต้องออกจากโรงเรียนมาหางานทำแล้ว แรกเริ่มเลยผมเข้าไปทำงานที่สตูดิโอที่ทำงานเกี่ยวกับงานออกแบบพาณิชย์ศิลป์แห่งหนึ่ง จากนั้นผมก็ย้ายจากเมืองเพิร์ทซึ่งเป็นบ้านเกิดไปอยู่ที่เมืองเมล์เบิร์น ทำงานเป็นพนักงานคัดอักษรด้วยมือ บนกล่องเครื่องสำอางและกล่องยา ด้วยงานเหล่านี้นี่เองซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมลุ่มหลงในศาสตร์ของการคัดตัวหนังสือด้วยมือ(calligraphy)แล้วก็การออกแบบตัวอักษร(typography) จากประสบการณ์เหล่านี้เองที่ทำให้ผมได้ตระหนักว่า ถ้อยคำที่ปรากฎเป็นตัวหนังสือเป็นมากกว่าข้อมูลแต่มันเป็นการสื่อสารแสดงถึงทัศนะคติและช่วยปลุกเร้าจินตนาการของเรา

วห : แหมคุณลุงพูดได้เหมือนเมื่อตอนสามปีที่แล้วเปี๊ยบเลยนะครับ

กอ : (ลุงแกยิ้ม)


วห : คำถามต่อไปเลยดีกว่า แล้วอะไรที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานกราฟฟิกดีไซน์ของลุงครับ

กอ : ก็มีหลายอย่างนะอย่างเช่น ศิลปะ สถาปัตยกรรม แล้วก็พวกวัฒนธรรมป๊อบ

วห : คำถามต่อไปเป็นคำถามที่ค่อนข้างเชยแล้วก็ค่อนข้างจะจริงจังซักหน่อยนะครับ แต่มันจำเป็นต้องถาม ผมเห็นเวลาเขาสัมภาษณ์นักออกแบบเขาก็มักจะชอบถามคำถามนี้กัน

กอ : ถ้าคุณคิดว่าถ้ามันจำเป็นต้องถาม ผมก็คงจำเป็นต้องตอบ ถ้ามันเป็นคำถามที่ผมตอบได้(ยิ้ม)

วห : อะไรคือปรัชญาในการทำงานออกแบบของลุงครับ?

กอ : ปรัชญาในออกแบบคือสิ่งที่สามารถทำได้จริง(practical) มันจะเติบโตขึ้นมาจากวิถีทางที่คุณใช้ทำงาน มาจากประสบการณ์ที่เกิดจากการลงมือทำ จากความล้มเหลว จากความสำเร็จ จากการเรียนรู้ การออกแบบไม่สามารถลดทอนให้กลายเป็นสูตร ปรัชญาในการออกแบบของผมเกิดจาการฝึกฝนและการปฎิบัติในการสร้างรูปแบบตัวอักษรด้วยทักษะในเชิงช่าง หรืออีกนัยหนึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นปรัชญาของการรวบรวมความคิดต่างๆ ที่หลากหลายโดยเปิดรับทุกๆ ความคิดที่ผ่านเข้ามาในหัวแล้ว ใช้การทดลองและการปรับเปลี่ยนเพื่อเลือกใช้ความคิดเหล่านั้น สำหรับผมแล้วสาระสำคัญในการเป็นนักออกแบบก็คือ การสื่อสาร การอธิบาย การสอน และที่สำคัญที่สุดก็คือ "การเปิดเผย" สาระของการเปิดเผยที่ว่านี้ก็คือ แนวความคิดที่ทั้งผู้อ่านและผู้ดูสามารถค้นพบและพัฒนาความหมายที่เกี่ยวกับตัวงานด้วยตัวของเขาเอง ในขบวนการนี้พวกเขาเอง(ในที่นี้หมายถึงผู้ดู)ก็จะกลายเป็นนักออกแบบด้วยในชั่วขณะนั้น มันเป็นเรื่องของการดึงดูดผู้อ่าน(ผู้ดูู)และการสร้างระบบในการตีความ ซึ่งจะว่าไปแล้วปรัชญาก็คือระบบของความเชื่อระบบหนึ่งซึ่งความเชื่อเหล่านั้นสามารถนำไปปฏิบัติได้ สำหรับผมนี่คือสิ่งที่นักออกแบบพยายามที่จะทำ คือการพยายามหาวิธีการที่จะกระตุ้นให้ตัวเองค้นพบวิธีในการแก้ปัญหาในเงื่อนไขต่างต่างที่เกิดขึ้นในระหว่างการออกแบบด้วยตัวเอง (heuristic) สำหรับผมขบวนการที่เกิดขึ้นเหล่านี้นั้นล้วนแล้วแต่อยู่บนพื้นฐานของ surrealism, modernism, abstraction, minimalism รูปแบบโครงร่างของการเขียนอักษร และเทคโนโลยี ในขณะเดียวกันเราก็คำนึงถึงวัฒนธรรมแบบสากล(Grobal Culture) และพื้นที่ต่างๆ ในส่วนย่อยของโลกรวมถึงวัฒนธรรมในพื้นที่เหล่านั้นด้วย นี่คือวิธีที่นักออกแบบพยายามอธิบายให้ผู้คนสามารถเข้าใจด้วยพื้นฐานความเข้าใจที่เกิดจากตัวเขาเอง(ผู้ดู) ด้วยการเปิดเผย มโนภาพและความคิด ที่สะท้อนอยู่ในระดับที่ลึกที่สุดของการรับรู้และความหมาย

วห : โหลุง ตอบยาวเลยนะครับ(ผมยิ้ม) แต่ก็ชัดเจนดี คำถามต่อไปเลยดีกว่าช่วงนี้ ที่ประเทศของผมความรู้สึกและสำนึกแบบชาตินิยมกำลังจะกลับมาอีกครั้ง--ด้วยสาเหตุซึ่งเกิดจากหลายเงิื่อนไข ซึ่งผมเองก็จะไม่พูดถึงในที่นี้(ขี้เกียจสาธยายให้ชาวต่างชาติฟัง) ซึ่งความคิดเหล่านี้ได้รุกลามเข้ามาในวงการออกแบบด้วย สำหรับลุงแล้ว ลุงคิดว่างานออกแบบของลุงนั้นได้สะท้อนภาพความเป็นออสเตรเรียออกมาหรือเปล่าใน visual language ที่ลุงได้ออกแบบ

กอ : ผมค่อนข้างที่จะมีปัญหากับสมมติฐานของความคิด ที่ว่าอะไรคือ visual language ของคนออสเตรเลีย บางทีสิ่งนี้อาจจะทำได้ง่ายกว่าในการที่จะบอกว่าอะไรคือลักษณะสำคัญของความเป็นออสเตรเลียโดยใช้มุมมองจากคนนอกที่ไม่ใช่คนออสเตรเลีย แต่ผมสามารถพูดได้ว่ากิจกรรมทางวัฒนธรรมของคนออสเตรเรียส่วนใหญ่ก็จะสะท้อนความหลากหลายและเงื่อนไขที่มีมากกว่าหนึ่งที่ผสมผสานกันอยู่ สิ่งเหล่านี้อาจจะรวมตัวแล้วสามารถสะท้อนความคิดในการทำงานออกแบบในภูมิภาคแบบที่เราเป็น หรือไม่บางทีมันก็ไม่สามารถสะท้อนอะไรได้เลย

เมื่อกี้นี้คุณเกริ่นว่าผมเป็นกราฟฟิกดีไซน์ที่คุณชอบบางทีถึงตอนนี้คุณจำเป็นต้องอธิบายว่าทำไมคุณถึงชื่นชอบงานผม

วห : งานลุงเรียบง่ายดูสบายตาและให้ความสำคัญกับสิ่งที่ไม่ปรากฎในงาน ซึ่งก็คือพวก spacing และพวก grid ที่เรามองไม่เห็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราจะเห็นในงานของงานออกแบบที่เป็นพวกโมเดิร์นนิสท์ สำหรับผมแล้วลุงเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ยังมีความคิดแบบนั้น ซึ่งสมัยนี้ใครๆ ก็พูดว่าความคิดแบบนี้มันช่างโบราณ และเรียบง่ายเกินไป แล้วอีกอย่างผมชอบระบบความคิดในการทำงานของลุงด้วย ตอนที่ลุงออกแบบหนังสือรวบรวมผลงานทางสถาปัตยกรรมของ Glenn Murcutt ที่มีชื่อว่า Glenn Murcutt : A Singular Architectural Practice ผมชอบวิธีที่ลุงวางโครงสร้างหนังสือ รวมถึงรูปเล่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบหน้าปกที่แสนเรียบง่ายในขณะเดียวกันก็สะท้อนแนวความคิดและคุณสมบัติพิเศษที่ปรากฎในงานของ Glenn Murcutt ได้เป็นอย่างดี กราฟิกของลุงไม่เคยโดดเด่นเกินเนื้อหา ไม่เหมือนกับกราฟิกดีไซน์รุ่นใหม่ๆ ที่ทำงานสะท้อนตัวตนมากกว่า นอกจากงานกราฟฟิกที่ดีแล้ว Glenn Murcutt ยังเป็นสถาปนิกที่ผมชื่นชอบมากๆด้วย อย่างหลังนี่ดูจะเป็นเรื่องส่วนตัวไปหน่อย แต่ยังไงก็ตามผมก็อยากที่จะบอกลุง


หน้าปกหนังสือ Glenn Murcutt : A Singular Architectural Practice ที่ออกแบบโดยลุง


กอ : Glenn Murcutt เป็นสถาปนิกที่ดีและเป็นเพื่อนสนิทของผม งานชิ้นนั้นผมแค่เพียงเป็นคนวางแนวคิดหลักในการออกแบบ ถ้ามันจะมีความดีอยู่บ้างผมขอยกความดีเหล่านั้นให้บรรณาธิการ ช่างภาพ และนักเขียนทั้งสองท่าน Haig Beck กับ Jackie Cooper และตัวของ Glenn Murcutt เองที่ทำงานสถาปัตยกรรมที่ดีงาม

วห : แล้วใครเป็นผู้ชี้นำ(Mentor) คนสำคัญที่สุดในชีวิตลุงครับ

กอ : กราฟิกดีไซน์เนอร์ชาวแคริฟอร์เนียที่มีชื่อว่า Les Mason ตอนนี้เขาอาศัยอยู่ที่ ออสเตรเลีย

วห : ถ้าลุงสามารถเชิญแขก 5 คนมารับประทานอาหารเย็นร่วมกันเพื่อพูดคุยสนทนาปราศัย แขกเหล่านั้นของลุงจะเป็นใครบ้าง

กอ : Richard Serra(ศิลปินแนวมินิมอลลิสท์) , Tadao Ando(สถาปนิกชาวญี่ปุ่น), Issey Miyake(ดีไซน์เนอร์-ช่างตัดเสื้อชาวญี่ปุ่น) , Philip Glass(นักแต่งเพลง), Keith Jarrett(นักดนตรีแจ๊ส) และสุดท้าย Nelson Mandela(ไม่ต้องวงเล็บทุกคนก็น่าจะรู้จัก) เพราะเรามีที่นั่งเกินกว่า 5 ที่(ลุงแกยิ้ม)

วห : ผมเคยฟังเพลงของ Keith Jarrett ชุดที่เขาเล่นสดที่เยอรมัน รู้สึกว่าจะชื่อชุด The Koln Concert เขาเล่นดนตรีเหมือนกับกำลังปลูกต้นไม้ ตัวโน้ตของ Jarrett นั้นแตกกิ่งก้านสาขาได้ ผมชอบอัลบั้มนี้ของเขามากๆ เลยครับลุง

กอ : อืม

วห : ลุุงมีงานอดิเรกไหมครับ ตอนนี้เวลาที่ลุงว่างนั้นลุงทำอะไร

กอ : ตอนนี้ผมกำลังหัดเล่น malibu surf board

วห : โหลุงนี่ซ่าไม่เบาเลยนะครับ ต่อไปเป็นคำถามสุดท้ายแล้วครับตอนนี้ลุงก็อายุ หกสิบต้นๆ แล้วถ้าพรุ่งนี้ลุงคิดที่จะรีไทล์ตัวเอง และมีเวลาเหลือเฟือ ลุงจะทำอะไร

กอ : ผมคงจะไปศึกษาต่อทางด้านสถาปัตยกรรม แต่ผมก็คงยังทำงานออกแบบกราฟฟิกอยู่และยังไม่มีความคิดที่จะรีไทล์ในตอนนี้

วห : ลุงสนใจทางด้านสถาปัตยกรรมมากเลยหรอครับ

กอ : ครับผมสนใจมันมาก

วห : มิน่าล่ะ เห็นลุงออกแบบรูปเล่มให้หนังสือสถาปัตยกรรมอยู่หลายเล่ม

กอ : (ลุงแกยิ้ม)

วห : สุดท้ายแล้ว มีอะไรจะฝากคนหนุ่มสาวที่กำลังอ่าน Blog นี้อยู่หรือเปล่าครับลุง

กอ : การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ การศึกษาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การศึกษาในระบบโรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัย ตัวผมเองก็เป็นกราฟฟิกดีไซน์ที่ไม่ผ่านการศึกษาในระบบเลยด้วยซ้ำ แต่ศึกษาเรียนรู้เอาเองจากการอ่าน การทดลองปฎิบัติด้วยตัวเอง และการฝึกสังเกตโลกรอบตัว เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นความหมายจริงๆ ของการศึกษา

วห : ลุงพูดเหมือนวันที่ลุงมาพูดที่กรุงเทพฯเมื่อสามปีที่แล้วเลยนะครับ(ผมยิ้ม)

กอ : (ลุงแกยิ้มตอบ)



ลองเข้าไปดูงานของลุงได้ที่

http://www.emerystudio.com


ปล.(เกี่ยวกับคำย่อ)
วห ย่อมาจาก วิชิต หอยิ่งสวัสดิ์
กอ ย่อมาจาก แกร์รี อีเมอรี


+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-

Friday, October 06, 2006

Creativities Unfold 2006-07(1)

2006-10-06

In the opening session of the Symposium, four presenters offered insights and examples of value creation in a session titled "Perspectives and Experiences in Evaluating and Managing Intangible Assets."

Intended for both public and private sectors, the first day's events were attended by more than 400 policymakers, business leaders, academic experts, entrepreneurs, designers and creative professionals. The presentations and discussions were in English, with professional translation.

-------------------------------------------------------------------------------------

The speakers for the opening session were:
-Keita Nishiyama, Visiting Professor at the Graduate School of Public Policy, Chuo University
-Taketoshi Sato, Managing Director of Wise-Wise, a design and lifestyle company based in Tokyo.
-Ruben Toral, Group Marketing Director for Bumrungrad International, the Bangkok-based pioneer in international medical tourism.
-Richard Pyvis, Deputy Chief Executive Officer of CLSA Capital Partners and chairman of a winery in Australia. Pyvis also acted as moderator for the three-hour session.

-------------------------------------------------------------------------------------


Nishiyama has been exploring the new market conditions in a postmodern, globalized economy that force us to change the rules, change the modes of competition, in order to create value and remain competitive. Challenges include getting beyond pricing power, getting beyond the old modern desire for the big story and recognizing the importance of the small story for value creation. Value creation differentiates the product, the labour to produce it, and the capital investment by focusing on the small story behind the product.

That story is a way of life that differentiates that product, creating a wrinkle in the flat, global world. This can result in comparative advantages that are more sustainable. Value creation thus needs a platform, a local context, and relies on the way that firms and/or communities use this platform to create a product that serves niches of limited but committed consumers.

He used the example of the fashion company Gugendo, which sells more than $10 million annually worth of clothes made from natural materials and traditional methods-both adapted for modern needs-from its design center, factory and shop located in a tiny village in rural Japan.

Pyvis used his long experience in Asian capital markets to build a premium winery in Western Australia that leveraged changes in the ancient industry to compete on the basis of comparative rather than competitive advantage.

"It's really about know-how," whether that comes from education, experience or accident. That expertise allows you to find and release hidden values, he said.

By leveraging an uncompromising team of winemakers and the very latest production methods with conservative discipline in their borrowing and spending, Stella Bella and its related labels locked in suppliers and a limited-but-loyal base of customers to become one of Australia�s top rated wineries in the remarkably short span of only seven years.

Likewise Sato has built a successful enterprise, Wise Wise, by working in a collective way, with absolute dedication, towards the comfort and happiness of his customers, workers, and suppliers. The strength of his designs for lifestyle products and commercial interiors--- including the site of the G8 Summit in Okinawa, Japan--rest in part on his commitment to local styles and techniques at some of the more than 40 factories around Asia that work with him to create the products he uses.

He described the process of how he and his team of 28 employees first imagine the elements of comfort that will be meaningful to his customers, and then research competitors merely as a reference before physically searching out possible products and manufacturers to fulfill their design ideas. Once found, he will physically travel to those factories and begin the process of building a relationship based on a mutual understanding of the philosophy behind the designs. One example is a chair of contemporary design manufactured in Bangkok, using li-bhao and weaving techniques that date back more than 150 years. Each quality chair takes two or three weeks to make. A second example is a similar chair from Malaysia that, however, uses a different material and weaving technique indigenous to that location. The integrity of the whole project and the positive relationship of all those involved, from friends to bankers, remains a crucial element in how Wise Wise has succeeded in creating value.

Toral explained how Bumrungrad was transformed in only a few years from a community hospital in Bangkok into an international success story with more overseas patients than any other hospital in the world. The company looked at emerging global trends in healthcare, such as aging populations, rising costs and intensity of treatment and inadequate health coverage. They also saw how they could take advantage of borderless technologies and worldwide medical know-how and use the Internet to build global brand power.

Leveraging local costs advantages, they are able to offer world-class medical services for only 12 percent of what those procedures would cost in the United States. By adding resort-like accommodations and the renowned hospitality of Thai culture, Bumrungrad attracts 350,000 international patients per year.


+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+


Paul Rand: Modernist Design
Franc Nunoo-Quarcoo
ISBN : 1890761036








(ห้องทำงานของคุณปู่พอล แลนด์--เขตปลอดคอมพิวเตอร์ ^_^)


We know Paul Rand through the stunning advertising, editorial, publishing, institutional, identity, corporate and intellectual legacy he left behind. A major figure at the epicenter of 20th-century design, his impact on modern communication practice and theory was unparalleled. For him, modernism was a way of life and a form of belief, not a style. Like his European colleagues, he understood modernism’s tenets as a something that could be employed to better human experience in the modern world. Whether he was designing for the American Broadcasting Company, IBM Corporation or United Parcel Service, or teaching at Cooper Union or Pratt Institute, Rand gave life to his art, definition to graphic design and a reputation for quality to a discipline that needed it. His was an early voice in proposing the essence of modernist theories in visual communication, and he was both ruthlessly pragmatic and startlingly visionary. His passion for his subject and his understanding of the theories and realities of perception and communication were immense, and he was often able to illuminate for the layperson the complexities and accomplishments of his triumphant art.~Rand’s contemporaries, students and friends knew him as a man even more extraordinarily cultivated and diverse in his talents and interests—here their diversity of voices combine to give a vivid, personal and uniquely informative introduction to Rand and his achievements. A compendium of essays, interviews, photographic reproductions, a contextual timeline and an extensive bibliography, Paul Rand: Modernist Design adds to the growing literature on Rand, helping to place him in the proper context within a century of innovative art, design, architecture and technology.

Texts by Derek Birdsall, Ivan Chermayeff, Shigeo Fukuda, Milton Glaser, Diane Gromeala, Jessica Helfand, Steven Heller, Armin Hoffmann, Takenobu Igharashi, John Meada, Richard Sapper, Wolfgang Weingart and Massimo Vignelli.

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-Paul Rand: Modernist Design--Franc Nunoo-Quarcoo