Showing posts with label Interview. Show all posts
Showing posts with label Interview. Show all posts

Tuesday, August 28, 2007

Hiroshi Naito/ 内藤廣

2007-08-28


"Real information can only be gaind on foot."



-ทำไมคุณถึงตัดสินใจไปสอนที่ภาควิชาวิศวกรรมโยธาที่มหาวิทยาลัยโตเกียว
ผมเดาว่าคุณจะต้องบอกว่าผมคงเหนื่อยหน่ายกับการที่เอาสถาปัตยกรรมเป็นศูนย์กลางของชีวิต ความจริงแล้วอยากจะบอกว่า ผมปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงความรู้สึกนี้จากด้านนอกมากกว่า อย่างไรก็ตาม ในของโลกวิศวกรรมโยธา ดูเหมือนว่ามันเป็นความรู้สึกที่ชัดเจนเกี่ยวกับความเคลือบแคลงในการก้าวไปข้างหน้าของสถาปนิก และขณะที่สอนอยู่ที่นี่ ผมปฏิบัติราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่น่าพินิจพิเคราะห์

-อะไรคือความรู้สึกที่คุณมีต่อสถาปนิกรุ่นหนุ่มสาวและนักศึกษาสถาปัตย์ในวันนี้
พวกเขาขี้ขลาด และน้อยกว่านั้นชอบสัญญาด้วยความกล้าหาญ แต่มันก็เป็นเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น สถาปัตยกรรม เมือง และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสังคม ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกกังวลใจ ซึ่งสิ่งที่ควรจะเป็นก็คือพวกเขาควรตระหนักถึงชีวิตข้างหน้าที่คนแก่ๆ มีเวลาไม่มากนักที่จะก้าวข้ามมันไป ในช่วงเวลาที่สับสนอลหม่านเช่นนี้ คนหนุ่มสาวควรแสดงความคิดเห็นที่เปี่ยมไปด้วยพลัง ผมคิดว่าเราควรจะต้องไปให้ไกลกว่าสิ่งที่เราพูด ด้วยเวลาของชีวิตที่ยังมีอยู่มากมาย พวกเขาควรกระตุ้นความรู้สึกสนใจและตระหนักในเรื่องของเมืองและบ้านเกิดของพวกเขาบ้าง

-มีความแตกต่างกันไหมระหว่างนักศึกษาสถาปัตย์กับนักศึกษาวิศวกรรมโยธา
พูดตรงๆ เลยก็คือ นักศึกษาวิศวะฯ นั้นดูเอาจริงเอาจัง ส่วน นักศึกษาสถาปัตย์นั้นก็มีความมั่นใจสูง โดยรากฐานแล้ววิศวกรรมโยธานั้นเป็นศาสตร์ว่าด้วยการขบคิดและค้นหาผลลัพท์ของบุคคลที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในวงกว้าง นั่นคือแนวโน้มของการทำทุกสิ่งทุกอย่างโดยปราศจากการป่าวประกาศ ในสถาปัตยกรรมถึงแม้ว่าข้อจำกัดจะอยู่ที่มุมมองในเรื่องของการออกแบบ มาตรฐานของมันอยู่ที่การค้นหาผลลัพท์ของแต่ละบุคคลเพื่อมุ่งไปสู่ความสำเร็จที่ได้วางเอาไว้

-อะไรคือสิ่งที่คุณคิดว่าควรทำในความสัมพันธ์ระหว่างสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมโยธา
สถาปัตยกรรมนั้นสูญเสียแนวความคิดในเรื่องของตัวตนในขณะที่วิศวกรรมโยธานั้นสูญเสียความรู้สึกในเรื่องของการสื่อความหมายกับสาธารณะ ผมชอบที่เปิดเผยและถ่ายเทลักษณะของทั้งสองศาสตร์นี้ในการทำงาน โดยการนำสิ่งดีของอีกศาสตร์หนึ่งมาใช้กับอีกศาสตร์หนึ่ง แม้ว่าการถ่ายเทที่ว่านี้จะเป็นองค์ประกอบที่เลวด้วยเหตุที่มันยากต่อการทำนาย แต่ผมก็มีความตั้งใจที่จะทำเรื่องนี้ต่อไปโดยการนำส่วนที่ดีในสถาปัตยกรรมไปสู่งานวิศวกรรมโยธา และนำส่วนที่ดีของวิศวกรรมโยธามาสู่งานสถาปัตยกรรม

-นานมาแล้วมีคนเคยบอกว่าการเดินทางท่องเที่ยวมีความสำคัญมากสำหรับการเป็นสถาปนิก สำหรับคุณไนโตะแล้วในยุคสมัยสังคมข้อมูลข่าวสาร(Information society) เหมือนเช่นในตอนนี้ การเดินทางท่องเที่ยวยังคงความสำคัญเหมือนเดิมไหม?
โดยธรรมชาติแล้ว ข้อมูลที่ไหลเวียนอยู่ในสังคมข้อมูลข่าวสารนั้นมีข้อจำกัดมันเป็นแค่เพียงชนิดอีกชนิดหนึ่งของข้อมูลทั้งหมด สำหรับผมแล้ว ข้อมูลจริง(Real Information) นั้นสามารถเข้าถึงได้ด้วยการเดินด้วยเท้าของเราเท่านั้น ไม่เหมือนข้อมูลที่ได้มาทางโครงข่ายที่ใครๆก็สามารถเข้าถึงมันได้ สำหรับผมข้อมูลคือสิ่งที่เราได้จากการเดินด้วยเท้าและมันมาพร้อมกับความรู้สึกสะทบสะท้านทางจิตใจที่เรามีต่อรูปทรงซึ่งเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของอัตลักษณ์ของสิ่งนั้นๆ วิธีที่ดีที่สุดในการเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ก็คือถ้ามีบางสิ่งบางอย่างกระทบกระเทือนความรู้สึกคุณที่พบในหน้านิตยสาร ให้ไปที่สถานที่แห่งนั้นแล้วดูมัน ถ้าคุณได้ยินว่ามีใครบางคนซึ่งน่าสนใจให้เดินทางไปพบเขาหรือถ้ามีบางสิ่งที่คุณไม่เข้าใจให้เอ่ยปากถาม อย่าให้ความสงสัยของคุณถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกพอใจที่คุณได้จากกระแสของข้อมูล(flood of information) ที่คุณได้รับเพียงอย่างเดียว ถ้าเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน กระทบกระเทือนความรู้สึกคุณให้ไปที่นั่นแล้วดูมัน (อ่านตรงนี้จบนี่แทบอยากจะเดินออกจากบ้านไปซื้อตั๋วเครื่องบินไปโตเกียวแล้วไปคุยกับคุณไนโตะเลย ^_^ ถ้าทำตามคำแนะนำของไนโตะชีวิตนี้เราคงมีข้อมูลในตัวไม่มากหรอก แต่ข้อมูลทั้งหมดนั้นน่าเป็นข้อมูลที่เรารู้สึกรู้สากับมันจริงๆ-ผู้แปล)

ที่ไหนคือฉากแรกเริ่ม(primal Scene)ที่มันยังคงอยู่ในความทรงจำของคุณ
น่าจะเป็นบ้านที่ผมเคยอยู่ตอนที่อายุห้าขวบ ที่เป็นแมนชั่นที่อยู่บนที่ดินประมาณ 5,600 ตารางเมตร แถวๆ โฮโดกายา ในจังหวัดโยโกฮามา มันมีทางเดินที่มืดและยาวที่ทำให้ผมนั้นขวัญผวา ที่นั่นยังมีแสงระยิบระยับที่สะท้อนจากสระน้ำบนฝ้าเพดานในห้องกินข้าวนั่นคือทั้งหมดที่ผมจำได้

(ยังไม่จบนะ ^_^ ดูรูปผลงานของไนโตะไปพลางๆก่อน)










Azumino Chihiro Art Museum ที่เมืองอะโซมิโนะ จังหวัดนากาโน่ ประเทศญี่ปุ่น
ออกแบบโดยไนโตะ ที่ดูเรียบง่าย บ้านๆ และมีความงดงามในเชิงช่าง ^_^
http://www.chihiro.jp/english/azumino/top.htm

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Books read:
-Network Practices:New strategies in Architecture and Design--Anthony Burke and Therese Tierney, editors
-ความเงียบ(The Spirit of Silence)--John Lane แปลโดย สดใส ขันติวรพงศ์

Monday, November 13, 2006

Tatsuo Yasuda

2006-11-13


เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2549

เกริ่นนำ
ผมพบกับ ทัสซีโอะ ยาสึดะ ในวันที่สามที่ผมใช้ชีวิตอยู่ในเกียวโต วันนี้ผมนัดกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า ฟูมิเอะ ซาไซ เธอเป็นศิลปิน เธอเป็นคนใจดี นิสัยดี เธอเป็นคนใจเย็น และปราณีต(อันนี้ผมสังเกตเอาเองจากงานศิลปะที่เธอทำ) เธอเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต วันนี้เป็นวันเสาร์ เธอว่างจากงานสอน และเสนอตัวเป็นไกด์พาผมเที่ยว(ซาไซบอกว่าผมมาในช่วงที่กำลังมีการสอบไล่เธอจึงยุ่งมากๆ) ผมนัดกับเธอตั้งแต่เช้าตรู่ที่ร้านสตาร์บัค ที่หน้าสถานนีรถไฟเกียวโต เพราะซาไซต้องนั่งรถไฟมาจากบ้านของเธอที่อยู่ที่โอซาก้า) เธอบอกว่าวันนี้จะพาผมตลุยดูงานศิลปะ(ผมบอกซาไซว่าไม่ต้องตะลุยหรอกผมไม่รีบ--เธอหัวเราะ) เริ่มจากแกลเลอรี่ของเพื่อนเธอที่กีออน(เป็นแกลเลอรี่ที่น่ารักเอามากๆ) ที่นั่นมีงานซาไซแสดงอยู่ จากนั้นเธอก็พาไปวัดเซนของท่านโดเก็น(ที่นี่ทำให้ผมขนลุกด้วยความตื่นเต้น--ก็ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในจุดมุ่งหมายสำคัญในการท่องเที่ยวทริปนั้น ^_^) จากนั้นเราก็เดินมาเรื่อยๆ แบบชิวๆ ข้ามแม่น้ำกาโม่มั้งถ้าจำไม่ผิด ผมชี้ตึกไทม์ (Time) ที่ออกแบบโดยทาดาโอะ อันโดะ (Tadao Ando)ให้ซาไซดู ซาไซรู้จักทาดาโอะ เพราะทุนที่เธอได้มาทำงานวิจัยที่เมืองไทย มีทาดาโอะ ดันโดะสถาปนิกชื่อดังคนนี้ เป็นคณะกรรมการร่วมอยู่ด้วย เดินผ่านตึกไทม์ไปเล็กน้อย ผมเห็นโปสเตอร์อันหนึ่งสะดุดตา จึงบอกซาไซว่าลงไปดูงานข้างล่างกันเถอะ (พอดีแกลเลอรี่นี้อยู่ชั้นใต้ดิน) และแล้วผมก็ได้พบกับ ทัสซึโอะ ยาสึดะ (Tatsuo Yasuda)



โปสเตอร์ทางด้านหน้าแกลเลอรี่ที่ผมบังเอิญเห็นเข้า--ก่อนที่จะชักชวนซาไซเข้าไปดูงาน




ที่ อิเตะซะ(Iteza) แกลเลอรี่






โลกของทัสซีโอะ--ในแกลเลอรี่ขนาดเล็กๆ

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+



สองนาทีกับ ทัสซึโอะ*

ซาไซ--เพื่อนฉันมาจากกรุงเทพฯ ชอบงานคุณมากค่ะ อยากให้ฉันช่วยเป็นล่าม
เขาอยากคุยกับคุณ
ทัสซึโอะ--ยินดีครับ ขอบคุณที่ชอบงานผม (ซาไซหันมาแปลให้ผมฟัง)
วิชิต--งานคุณน่ารักดี มีอารมณ์ขัน แล้วก็มีกลิ่นไอของธรรมชาติ
ทัสซึโอะ--ผมเป็นคนบ้านนอก ก็เลยได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติเยอะครับ
วิชิต--ไม่ทราบว่าคุณมีอีเมล์ไหมครับ เผื่อโอกาสหน้าเราจะได้ติดต่อกัน (ซาไซหันไปแปลให้ทัสซึโอะฟัง)
ทัสซึโอะ--เสียใจด้วยครับบ้านผมไม่มีคอมพิวเตอร์
ซาไซ--(หันมาคุยกับผม)จี้ ขอเบอร์โทรศัพท์ไม๊ เวลาถ้ามีธุระอยากคุยฉันจะติดต่อให้น่ะ (ซาไซหันไปคุยกับทัสซึโอะ)
ทัสซึโอะ--ต้องขอโทษด้วยจริงๆ โทรศัพท์ที่บ้านผมก็ไม่มีครับ ถ้าอยากจะติดต่อกันจริงๆ ไม่ต้องรีบร้อนครับเขียนจดหมายคุยกันก็ได้ ส่งมาตามที่อยู่นี้ หรือจะส่งมาที่หอศิลป์ที่นี่ก็ได้ ผมมีรถเก่าๆ คันนึงครับ ขับเขามาในเมืองเกียวโตบ่อย
วิชิต--(ผมกำลังอมยิ้มกับข้อความที่ซาไซแปล "ถ้าอยากจะติดต่อกันจริงๆ ไม่ต้องรีบร้อน") พร้อมกับรับโปสการ์ดแผ่นเล็กๆ ที่ทัสซีโอะยื่นให้ผม
วิชิต--ขอบคุณมากครับ หวังว่าโอกาสหน้าเราคงได้คุยกันอีก
ซาไซ--ขอบคุณมากค่ะ
ทัสซึโอะ--ไม่เป็นไรครับยินดีที่ได้รู้จัก

*บทสัมภาษณ์ ทัสซึโอะ ยาสึดะ วันเสาร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2549 ที่ Gallery Iteza เกียวโต โดย วิชิต หอยิ่งสวัสดิ์ และ ฟูมิเอะ ซาไซ แกะจากร่องรอยความทรงจำ
+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+
Books bought:
-Dylan:Visions, Portraits, and Back Pages--Edited by Mark Blake(MOJO)
-National Geographic--ฉบับเดือน พฤศจิกายน 2549
Book read:
-Anything--Edited by Cynthia C. Davidson