Showing posts with label New science. Show all posts
Showing posts with label New science. Show all posts

Friday, January 25, 2008

The New Earth Reader

2008-01-25


“Information is alienated experience”
Jaron Lanier




The New Earth Reader คือหนังสือรวมเล่มบทความเด่นๆ ที่เคยลงในนิตยสารหัวเล็กๆ ที่มีชื่อว่า Terra Nova ของเดวิด โรเทนเบิร์ก (David Rotenberg) นักนิเวศวิทยาเชิงลึก (Deep Ecology)ชาวอเมริกัน สำหรับคนที่เคยอ่านหนังสือ “Is It Painful to Think?” (แปลเป็นภาษาไทยโดย อรวรรณ คูหเจริญ นาวายุทธในชื่อว่า “เจ็บหรือที่จะคิด”) บทสัมภาษณ์ขนาดยาวของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของ Deep Ecology อย่างคุณปู่อาร์เนอ เนสส์ (Arne Naess)—ผู้ที่ชอบใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังท่ามกลางหุบเขาอย่างเดียวดาย คงจะต้อง “อ๋อ” กับชื่อของ โรเทนเบิร์กผู้นี้(นี่เอง ^_^)

ในบทนำของหนังสือ The New Earth Reader โรเทนเบิร์กเขียนเล่าถึงแรงบันดาลใจในการทำนิตยสาร Terra Nova เอาไว้ได้อย่างน่ารัก ^_^ (ด้วยท่าทีของคนที่รักโลกที่เรากำลังอยู่อาศัยใบนี้อย่างจริงใจ)ในตอนท้ายเขาเขียนทิ้งท้ายบทนำนั้นเอาไว้แบบนี้ “I am not in favor of popularizing stories, nor of sensationalizing stories to make them more appealing. The World is interesting enough as it is, if we know how to pay attention”

ในหนังสือเล่มนี้มีบทความที่น่าสนใจมากมาย แต่ที่จะเขียนถึงแบบสั้นๆ ในตอนนี้คือบทสัมภาษณ์ของผู้ที่ได้ชื่อว่า เป็นคุณพ่อที่เป็นผู้ให้กำเนิดโลกเสมือน “Virtual Reality" อย่างจารอน ลาเนียร์ (Jaron Lanier)


จารอน ลาเนียร์ (Jaron Lanier)


ลาเนียร์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางด้านคอมพิวเตอร์ ที่ออกตัวว่าเกลียดวิธีที่มนุษย์พัฒนาเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์แบบที่เป็นอยู่ เขาเป็นผู้ก่อตั้งสถาบันวิจัย VRL และยังเขียนบทความเกี่ยวกับเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ในนิตยาสาร Discover

อีกด้านหนึ่งลาเนียร์ เป็นผู้ที่สนใจทางด้านดนตรี และมีความเชี่ยวชาญในการเล่นเครื่องดนตรียุคดึกดำบรรพ์หลายชิ้น(แถมยังเคยออกอัลบั้มมาแล้วด้วย ^_^) เขาเชื่อว่า ดนตรีเปิดเผยความจริงบางอย่างของโลกได้ แต่ดนตรีที่เขาพูดถึงคือดนตรีที่เกิดจากเครื่องดนตรีอะคูสติก ไม่ใช่ดนตรีที่เกิดจากเสียงสังเคราะห์ เขาหลงใหลวินาทีที่ร่างกายสัมพันธ์กับเครื่องดนตรีจนเกิดการสั่นสะเทือนกลายเป็นคลื่นเสียงในอากาศ

บทสัมภาษณ์นี้เป็นบทสัมภาษณ์ที่อ่านสนุกมาก อาจจะเป็นเพราะคำถามที่กวนๆ(แต่ดี)ของโรเทนเบิร์ก ด้านล่างเป็นตัวอย่างเล็กๆน้อยๆ

Terra Nova: ลองนึกภาพเด็กที่กำลังเติบโต และกำลังพูดถึงปลาหมึก ปลา และสิ่งของอะไรก็แล้วแต่ ลองจินตนาการตามว่า ถ้ามีเด็กคนหนึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ริมชายฝั่ง เติบโตและเล่นอยู่ใกล้น้ำ และน้ำเป็นสิ่งที่สร้างความสะดวกสบายและความรื่นรมย์ให้กับชีวิต เขาว่ายน้ำ ดำน้ำ เล่นเรือใบ ทำความรู้จักน้ำ เรียนรู้วิธีในการที่จะจับปลา และมีสัมผัสบางอย่างที่เชื่อมต่อกับสิ่งเหล่านี้ และรู้จักสภาพแวดล้อมต่างๆ ของทะเลจากประสบการณ์ตรง และลองจินตนาการถึงเด็กอีกคนหนึ่ง ที่โตขึ้นมาด้วยการดูทีวี ชอบดูรายการต่างๆที่เกี่ยวของกับธรรมชาติ ดูทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตที่อยู่ใต้ทะเล เขารู้จักชื่อปลานับร้อยที่อยู่ใต้ทะเลลึกลงไป มีข้อมูลมากมายที่เขาสามารถเรียนรู้มันได้จากทีวี เขาสามารถเห็นปลาหมึกตัวใหญ่ในระยะที่ใกล้มากๆ ในทีวี มิหน่ำซ้ำเขายังสามารถอ่านราะละเอียดของสิ่งลึกลับต่างๆ ที่มีชีวิตอยู่ใต้ผิวโลก แหวกว่ายอยู่ในกระแสข้อมูลที่มีอยู่มากมายในอินเตอร์เน็ท และเรียนรู้โลกที่น่าลุ่มหลงใบนี้ผ่านสัญลักษณ์ต่างๆ(Symbol) และเด็กคนนั้นก็กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในขณะที่มีอายุแค่สิบสองปี แต่คุณรู้ที่ไหมเด็กคนนี้อาศัยอยู่ใน Nebraska และเขาไม่เคยได้เห็นทะเลจริงๆ

สำหรับคุณ คุณว่าเด็กคนไหนรู้จักทะเลมากกว่ากัน? และในอนาคตเทคโนโลยีที่คุณคิดขึ้นมา(ในที่นี้อาจจะหมายถึง VR) ส่งผลกระทบกับเด็กคู่นี้ยังไง ในการที่ทั้งสองคนนี้จะสัมพันธ์กับโลกใบนี้

ลาเนียร์ : ประสบการณ์เป็นสิ่งพื้นฐานของเรา ในชั่วขณะที่เราสูญเสียมันไป ก็เสมือนกันว่าเรากำลังสูญเสียการสัมพันธ์กับบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ผมมีประโยคเก่าๆ อยู่ประโยคหนึ่ง คิดว่าน่าจะเกริ่นนำในที่นี้ได้ “Information is alienated experience” ถ้าคุณเรียนรู้โลกผ่าน สิ่งต่างๆที่มนุษย์ผลิต คุณก็จะไม่รู้จักโลก นั่นเป็นคุณสมบัติทีแฝงตัวอยู่ในสิ่งเหล่านั้น--Human Artifice เพราะมันจะทำให้คุณจะเชื่อสิ่งที่คุณรู้มากกว่าสิ่งที่คุณทำ คุณสร้างและเติมเต็มสิ่งต่างๆที่คุณไม่รู้ด้วยตัวคุณเอง(ด้วยความเชื่อว่าการรู้จักข้อมูลคือการรู้จักสิ่งเหล่านั้นแล้ว-ผู้แปล) นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นกระบวนการที่แทรกซึมเข้าไปวิธีคิดในศตวรรษที่ยี่สิบอย่างแนบเนียน และทำให้ทุกๆสิ่งนั้นผิดแผกไปจากสิ่งที่มันเป็นอยู่แทรกซึมเข้าไปในทุกๆ Human Artifice ทำให้มันไม่สามารถดำรงความหมายอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง

นี่คือการวิพากษ์ที่สำคัญว่าเราจำเป็นต้องรู้จักธรรมชาติ (nature) และชี้ให้เห็นว่ามันสำคัญ(ต่อความรู้)เราจึงไม่ควรทำลายมัน ในขณะเดียวกันสิ่งที่มนุษย์ผลิตมันก็ไม่ได้มีข้อผิดพลาดโดยสิ้นเชิง นี่คือจุดที่สำคัญที่ช่วยชี้ให้เราได้เห็นว่าอะไรคืออะไร
มีสิ่งหนึ่งที่ผมชอบที่เกี่ยวของกับ Virtual Reality ก็คือเมื่อคุณออกมาจากโลกใบนั้นคุณก็จะได้ประสบการณ์ที่แสนมหัศจรรย์ติดกลับมาสู่โลกที่เป็นธรรมชาติจริงๆ ด้วย เพราะระบบประสาทสัมผัสของคุณจะถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในโลกของ VR เมื่อคุณกลับมาที่โลกที่เป็นธรรมชาติจริงๆ คุณจะสัมผัสความเป็นธรรมชาติของโลกที่เป็นธรรมชาติจริงๆ ได้มากขึ้น นี่คือความเป็นไปได้ในการเพิ่มพูนประสบการณ์ทั้งหมดของเรา

:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:

Virtual Reality Fireside chat at the 2007 AlwaysON Stanford Summit



Moderator: Jaron Lanier, Scholar-In-Residence, CET, UC Berkeley and panelists, Irving Wladawsky-Berger, VP, IBM, Philip Rosedale, CEO, Linden Lab, Craig Sherman, CEO, Gaia Online and Chris Melissinos, Chief Gaming Officer, Sun Microsystems discuss virtual reality worlds on the web today and in the next generation of web 3.0.

Sunday, March 25, 2007

เรียนแบบธรรมชาติ

2007-03-25


Art is primarily a question of form, not of content.
Paul Rand


ทุกๆ ปีสมาคมสถาปนิกฯ จะจัดงานแสดงสินค้า(พวกวัสดุก่อสร้าง)และนิทรรศการของบริษัทสถาปนิกต่างๆ ซึ่งบริษัทที่เราทำงานอยู่ต้องออกแบบบูธนิทรรศการไปจัดแสดงด้วย(เหมือนทุกๆปี)

ปีนี้มีชื่อธีมในการจัดงานว่า ต้นกล้าสถาปัตย์-Leap to the Future

เมื่ออาทิตย์เราได้รับมอบหมายจากพี่ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้อยู่ ให้ลองออกแบบบูธของบริษัทในปีนี้ดูหน่อย (ซึ่งเราไม่ค่อยอยากทำเท่าไหร่หรอกนะ เพราะปีที่แล้วเราก็เป็นคนออกแบบแต่ถูกเปลี่ยนแบบจนไม่เหลือเค้าแนวความคิดเดิมของเราเลย :P จากนิทรรศการที่เน้นเรื่อง System ของการทำงานของส่วนต่างๆ ภายในบริษัท ว่าแต่ละคน(หน่วยย่อยๆ) สัมพันธ์กับคนอื่นๆยังไง(แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงกันในแต่ละตำแหน่ง) เป็นนิทรรศการที่แสดงให้เห็นโครงข่ายในการทำงาน-กลายเป็นนิทรรศการคล้ายเกมส์โชว์เปิดแผ่นป้ายเฉยๆอ่ะ ซึ่งเราไม่ค่อยชอบมันเท่าไหร่ :P)

แต่ด้วยตำแหน่งที่ต้องรับผิดชอบอยู่ในโปรเจคนี้--Head Creater :P ทำให้เราปฏิเสธที่จะรับงานนี้ไม่ได้(ทำก็ทำว่ะ-คิดในใจนะ ^_^) แต่เราก็จะทำเต็มที่ตามแบบที่เราคิดอ่ะนะ (พอออกแบบเสร็จเราต้องนำแบบของเราไปเสนอ design committee ของบริษัทอีกที--ตรงนี้แหละที่เป็นตัวชี้ขาด ว่าจะไปในทิศทางไหน)

เงื่อนไขในการออกแบบที่เราได้จากผู้จัดงานก็คือ
1.ขนาดของพื้นที่นิทรรศการในปีนี้เท่ากับ 3x3 เมตร (เล็กกว่าปีที่แล้วเท่าตัว)
2.สีที่ใช้ในนิทรรศการต้องเป็นสี CMYK เท่านั้น



ภาพโมเดลจำลองของบูธที่ผมออกแบบ



รายละเอียดแสดงแนวความคิดคร่าวๆ ในการทำงาน (ส่วนภาษาญี่ปุ่นน่ะ ใส่ลงไปเพราะความกระแดะส่วนตัว ^_^)



ภาพถ่ายจากโมเดลแสดงบรรยากาศภายในเทียบกับสัดส่วนคนดู





แบบที่เราคิดไอเดียก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ด้วยชื่องานในปีนี้ที่คล้ายกับ "การเจริญเติบโต"--Leap to the Future เราก็เลยนึกถึงคณิตศาสตร์แบบ Fractal ที่เชื่อว่าเป็นระบบการเติบโตที่มีอยู่ในธรรมชาติ เอามาเป็นจุดเริ่มต้นในการทำงานออกแบบ กราฟฟิกที่ได้จึงเป็นกราฟฟิกที่เจริญงอกงามเลียนแบบการเจริญงอกงามที่มีอยู่ในธรรมชาติ

แม้รูปร่างหน้าตาของมันจะไม่ดูเป็นธรรมชาติเลยก็ตาม เฮอๆ ^_^

พอทำเสร็จมีรุ่นพี่คนนึงมายืนดู แล้วถามเราเรื่องไอเดียหรือที่มาที่ไปในการออกแบบ
เราก็เล่าให้เขาฟังไปตามเรื่องตามราว บลาๆๆๆ (ดังที่ได้เขียนเอาไว้ด้านบน ^_^)
พี่คนนั้นเงียบไป ไม่ยอมพูดอะไรแล้วก็เดินกลับไปทำงานต่อที่โต๊ะ

สักพักพี่เขาก็เดินเข้ามาคุยด้วยใหม่
“จี้ไอเดียดีมากว่ะที่เอ็งคิด แต่พี่ว่ามันยังดูไม่เป็นไทย พี่ว่าถ้าใส่อะไรที่ดูเป็นไทยๆ เข้าไปจะเจ๋งเลย”

เมื่อได้ยินแบบนั้นผมแทบจะพูดอะไรไม่ออก :P

เหมือนพี่เขาเข้าใจไปคนละเรื่องเลย

ก็ในเมื่อกราฟฟิกมันเลียนแบบระบบในการเจริญเติบโตมาจากธรรมชาติแล้วล่ะก็
มันคงไม่มีไทยมีฝรั่งหรอก

เพราะธรรมชาติมันไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับความเป็นชาติ(นิยม) ไม่ว่าชาติไหนก็ตาม :P
ไม่เชื่อลองไปถามต้นไม้ ภูเขา หรือ ทะเลดูก็ได้ ว่า เฮ้ยเอ็งถือสัญชาติอะไรอยู่ว่ะ
รับรองได้ว่ามันไม่ตอบเราหรอก-มันจะเงียบๆ ไม่ยอมพูดอะไรเลยซักแอะ
เพราะคำถามแบบนี้

มีแต่มนุษย์เท่านั้นแหละที่คิดจะถามกัน ^_^

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Books bought:
-ปรัชญาวิทยาศาสตร์โดยสังเขป--ซาเมียร์ โอคาชา แปลโดย จุไรรัตน์ จันทร์ธำรง
-ไปนอก(ฉบับสมบูรณ์)--สอ เสถบุตร
-เศรษฐกิจ การเมืองไทย สมัยกรุงเทพฯ--ผาสุก พงษ์ไพจิตร และ คริส เบเคอร์
-Volume 10 : Agitation--2006#4

Books read:
-In the Bubble : Designing in a complex world--John Thackara
-ปรัชญาวิทยาศาสตร์โดยสังเขป--ซาเมียร์ โอคาชา แปลโดย จุไรรัตน์ จันทร์ธำรง
-ไปนอก(ฉบับสมบูรณ์)--สอ เสถบุตร
-Volume 10 : Agitation--2006#4

Tuesday, March 20, 2007

Visuwords™

Online Graphical Dictionary
2007-03-20




http://www.visuwords.com/



Visuwords™-Online Graphical Dictionary is a visual thesaurus that looks up words to find their meanings and associations with other words and concepts. It produces an interactive graph where one can easily perceive the different word associations, as well as click the nodes and continuously expand the graph.

Visuwords uses Princeton University's WordNet, an opensource database built by University students and language researchers. Combined with a visualization tool and user interface built from a combination of modern web technologies, Visuwords is available as a free resource to all patrons of the web.

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-In the Bubble : Designing in a complex world--John Thackara

Tuesday, November 07, 2006

Fractal trees

Initiators and Generators
2006-11-07


One way to guarantee self-similarity is to build a shape by applying the same process over smaller and smaller scales. This idea can be realized with a process called initiators and generators.

The initiator is the starting shape.
The generator is a collection of scaled copies of the initiator.
The rule is this: in the generator, replace each copy of the initiator with a scaled copy of the generator (specifying orientations where necessary).

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+



Here is the initiator of a binary fractal tree. The generator is a copy of the initiator with two smaller branches growing symmetrically from the top.



Changing the branching angle (and the branch scaling so the branches overlap only on their tips), gives a sequence of fractal trees, including a few familiar shapes.

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-ดลใจภุมริน--รงค์ วงษ์สวรรค์

Book read:
-Anything--Edited by Cynthia C. Davidson

Monday, November 06, 2006

Mathematical Definition of Chaos

2006-11-06




Sensitivity to initial conditions: starting from x = 0.400 and y = 0.399, T10(x) and T10(y) are on opposite sides of the interval.

Put differently, even the tiniest change can alter the future in ways you can't imagine.


+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-Anything--Edited by Cynthia C. Davidson

Tuesday, October 17, 2006

Architecture of the Jumping Universe

2006-10-16
สถาปัตยกรรมแห่งจักรวาลก้าวกระโดด
หัวข้อถกเถียง : Complexity Science กำลังเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมอย่างไร

ในปี 1995 ชาร์ล เจนค์ (Charles Jencks) นักวิชาการทางสถาปัตยกรรมเขียนหนังสือ เล่มนี้ขึ้นมาภายหลังงานประชุมสัมนาที่เขาได้จัดร่วมกับ Jeffrey Kipnis ในหัวข้อ Complexity Theory และสถาปัตยกรรม ที่ AA--Architectural Association ใน ประเทศอังกฤษ หนังสือเล่มนี้ (อาจจะ) พูดได้ว่าเป็นถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการถึงอิทธิพลของวิทยาศาสตร์แบบใหม่ที่มีต่อมโนทัศน์ทางสถาปัตยกรรม เหมือนกับที่อิทธิพลทางวิทยาศาสตร์คลาสสิคของนิวตันนั้นมีผลต่อแนวความคิดของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในยุคอุตสาหกรรม เฟื่องฟูในตอนต้นศตวรรษ

เนื้อภายในหนังสือแบ่งออกเป็น สามภาค โดยภาคแรกเป็นการเปรียบเทียบถึงแนวคิด Simplicity อันเป็นหัวใจสำคัญของ Modernism กับ Complexity ซึ่งเป็นประเด็นหลักของ Post-Modernism ในภาคที่สองนั้น เป็นการอธิบายถึงความเป็นไปได้ที่จะนำเอาแนวคิดและทฤษฎี ตลอดจนวิธีการใน Complexity Science มาใช้ในการออกแบบสถาปัตยกรรมร่วมสมัย และภาคสุดท้าย เป็นการแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นซึ่ง Charles Jencks เรียกงานสถาปัตยกรรมในแนวทางนี้ว่า Cosmogenic Architecture หรืองานสถาปัตยกรรมที่มีส่วนสัมพันธ์ อ้างอิงและสะท้อนมุมมองของมนุษย์ที่มีต่อจักรวาลและโลกรอบตัว ภายใต้มโนทัศน์ที่เกิดจากวิทยาศาสตร์แบบองค์รวม

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+

บทนำ : The trap and butterfly

Charles Jencks เริ่มต้นด้วยการอธิบายว่าจักรวาลนั้นมีการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด คือจากจุดเริ่มต้นที่เรียกกันว่า Platonic World หรือโลกแห่งแบบของ Plato นั้น (ในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า Singularity) เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ที่เรียกว่า Big Bang ทำให้เกิดพลังงานอย่าง quark หรือ proton ตลอดจนเวลา (time)ขึ้นนั้นถือได้ว่าเป็นการก้าวกระโดดครั้งแรกของจักรวาล ซึ่งถูกเรียกว่ายุคแห่งพลังงาน และเกิดการก้าวกระโดดครั้งที่สองมาสู่ยุคแห่งสสาร เมื่อเริ่มเกิดอะตอม ดวงดาวและดาราจักรต่างๆ เมื่อราวๆสิบเอ็ดพันล้านปีมาแล้ว ไปสู่การก้าวกระโดดครั้งที่สามคือยุคแห่งชีวิต โดยการถือกำเนิดของเซลการแบ่งเพศและความรู้สึก เมื่อสามพันล้านปีก่อน จนมาสู่การก้าวกระโดดครั้งที่สี่ในราวๆหนึ่งแสนปีก่อน เมื่อมีมนุษย์ถือกำเนิดขึ้นบนโลก (homo sapien ) เริ่มรู้จักการใช้ภาษา ศิลปะและเทคโนโลยี (จนกลายเป็น homo cyborg อย่างในทุกวันนี้ ?) Charles Jencks เรียกยุคหลังสุดนี้ว่า ยุคแห่งสำนึก

ความน่าพิศวงของจักรวาลเริ่มคลี่คลายให้เราได้เห็นในยุคนี้ การเปลี่ยนจากพลังงานซึ่งไม่มีรูป ไปสู่สสารที่จับต้องได้ จากสสารที่จับต้องได้แต่ไร้ชีวิตมาสู่สิ่งมีชีวิต และจากสิ่งมีชีวิตกลายเป็นสิ่งที่มีจิตวิญญาน สำนึกรู้ตัว ถึงกระนั้นก็ตามอาจกล่าวได้ว่าเรารู้จักแต่กระบวนการของมัน แต่เรายังไม่สามารถเข้าใจและอธิบายได้ว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดการก้าวกระโดดของจักรวาลในแต่ละครั้ง

จักรวาลทัศน์ที่แสดงให้เห็นนี้ Jencks กล่าวว่าเป็นแนวคิดของมนุษย์ที่มีต่อจักรวาลยุคหลังคริสเตียน (Post-Cristian) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหัวใจหลัก ในทัศนะแม่บทแบบใหม่ของยุคหลังสมัยใหม่ (New Post-Modern Paradigm) ซึ่งก็คือ Complexity Science ที่ประกอบไปด้วย ตัวทฤษฎี Complexity เอง ทฤษฎีไร้ระเบียบ (Chaos Theory) ระบบจัดตั้งตนเอง (self-organization system) และพลวัตรที่ไม่เป็นเชิงเส้น (nonlinear dynamic)

สิ่งเหล่านี้ถือเป็น Cosmogenesis ในทัศนะของ Jencks (หรือเรียกได้ว่าเป็น genesis เล่มใหม่ ซึ่งตัว genesis ดั้งเดิมนั้นหมายถึงคัมภีร์ทางคริสตศาสนาในพระบัญญัติเก่าที่ว่าด้วยกำเนิด มนุษย์และโลก) โดยการให้นิยามจักรวาลเสียใหม่ว่าเป็นสิ่งที่ก่อกำเนิด และปรากฏขึ้นมาอย่างทันทีทันใด (Emergent) ตลอดจนเปลี่ยนแปลงไปมาไม่หยุดนิ่ง อันตรงกันข้ามกับมโนทัศน์เดิมในพระคัมภีร์เก่าและแนวคิดแบบนิวตันในวิชาฟิสิกส์

ซึ่งเป็นผลให้หลักการสุนทรียภาพแบบอื่นๆที่แตกต่างจากหลักสุนทรียภาพแบบเดิม ได้ถือโอกาสก่อตัวขึ้นมาจากมโนทัศน์ข้างต้นและส่งผลกระทบต่อสถาปัตยกรรมในเวลาต่อมา ภาษาของสถาปัตยกรรมร่วมสมัยจึงมีลักษณะเข้าใกล้ธรรมชาติมากขึ้น ตรงกันข้ามกับความเป็นเครื่องจักรในยุคสมัยใหม่ ลักษณะดังกล่าวสะท้อนให้เห็นในการใช้ วิธีบิดหมุน (Twist) การพับ (Fold) ละลอกคลื่น (Undulation) หรือแม้แต่ รูปทรงของผลึก (Crystalline Form) ตลอดจนระนาบต่างๆที่แตกหัก (Fractured Planes) ในการออกแบบเป็นต้น

มุมมองที่เปลี่ยนไปนี้สามารถสังเกตได้ในปัจจุบัน เช่นเครื่องจักรกลมีแนวโน้มที่คล้ายคลึงสิ่งมีชีวิตมากขึ้นมีการวิวัฒนาการไปพร้อมกับมนุษย์หรือล้ำหน้ากว่า อย่างเช่น Cyborg หรือการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ในวงการวิทยาศาสตร์และปรัชญา ในงานเขียนซึ่งส่งอิทธิพลต่อทัศนแม่บทของ Ilya Prigogine, Freeman Dyson, Paul Devies, Murray Gell-Man และกลุ่มนักคิดจาก Santa Fe Institute ซึ่งกลายเป็นหนังสือขายดีในเวลาต่อมา การเผยแพร่แนวคิดดังกล่าวเริ่มจากจุดเล็กๆก่อนแพร่กระจายไปในวงกว้าง คล้ายกับปรากฏการณ์ผลกระทบผีเสื้อ (Butterfly Effect) ซึ่งเงื่อนไขในปัจจัยเล็กๆน้อยๆสามารถส่งผลกระทบออกไปอย่างกว้างขวางในภายหลัง

การที่ Jencks ใช้คำเปรียบเปรยถึงกับดักและผีเสื้อ ก็เพื่อจะอธิบายถึงมโนทัศน์แบบจักรกลนิยมปะทะกับมโนทัศน์ใหม่ กับดักคือตัวแทนของแนวคิดแบบ Determinism ซึ่งตรงกันข้ามกับ Free Will เป็นตัวแทนของความตายที่ตรงกันข้ามกับชีวิต และเป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ตรงกันข้ามกับการออกแบบในแนวทาง Organic ในขณะเดียวกันเราจะพบว่าผีเสื้อคือตัวแทนของความบอบบาง และความงามในยามเมื่อมันกระพือปีก ตลอดจนเสรีภาพ ความพยายามใช้กับดักกับผีเสื้อก็คือลักษณะของแนวคิดในยุคสมัยใหม่นั่นเอง ซึ่งในตอนนั้นกับดักหรือตัวแทนของอารยธรรมแบบเครื่องจักรกลเป็นฝ่ายชนะแต่ก็ได้ทำลายความเป็นผีเสื้อลงไปด้วย

ความคิดที่ว่าจะเข้าใจผีเสื้อโดยการควบคุมเป็นสิ่งที่คล้ายกับความเพียรพยายามเข้าควบคุมธรรมชาติของมนุษย์ แต่สำหรับผีเสื้อแล้วตรรกะไม่สามารถอธิบายได้ ไม่สามารถลดทอน หรือทำให้เรียบง่าย เพราะในวิทยาศาสตร์แบบ Complexity ถือว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดา มีการจัดตั้งตนเอง สร้างสรรค์ และเปลี่ยนรูปเช่นเดียวกับผีเสื้อที่แปลงร่างมาจากดักแด้ ซึ่งในแต่ละขั้นตอนนั้นไม่อาจคาดคะเนได้

เมื่อมาถึงตรงจุดนี้ Jencks จึงใช้คำว่า Form Follows World View หรือรูปทรงเป็นไปตามโลกทัศน์ ซึ่งอาจอธิบายได้ว่า การที่สถาปนิกแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของมนุษย์หรือสะท้อนอุดมคติ ตลอดจนความหมายของยุคสมัยลงไปในงานสถาปัตยกรรมนั้นย่อมยืนอยู่บนโลกทัศน์แบบใดแบบหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เมื่อโลกทัศน์ของมนุษย์เปลี่ยนรูปทรงของงานสถาปัตยกรรมจึงเกิดความเปลี่ยนแปลงไปตามนั้นด้วย

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+

Simplicity and Complexity

ความซับซ้อนนั้นเกิดจากความต้องการที่ตรงกันข้ามกับความเรียบง่ายและความแตกต่างในภาษาทางสถาปัตยกรรม ในแง่นี้ Jencks ต้องการโจมตีสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในแง่ที่พยายามลดทอนสิ่งต่างๆให้ไปสู่ความเรียบง่ายจนเกินไป สถาปัตยกรรมแตกต่างจากศิลปะแขนงอื่นตรงที่มันกินพื้นที่และเวลา ดังนั้นมันจึงมีปัญหาในการเลือกรูปแบบและเนื้อหาเข้ามาเกี่ยวข้อง และประเด็นดังกล่าวสามารถเป็นปรอทวัดสถานภาพของวัฒนธรรมได้ นี่คือการตั้งคำถามถึงอำนาจและขอบเขตของสถาปัตยกรรม ซึ่งไม่ใช่ความคิดในทำนองที่ว่าสถาปนิกนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ อย่างในช่วงศตวรรษที่ 20 ถึงกระนั้นก็ตาม Jencks ยังคิดว่าการออกแบบอาคารหลังหนึ่งนั้นอยู่ในข่ายอำนาจสถาปนิก และสามารถสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ที่มีอยู่ ด้วยการสะท้อนให้เห็นหรือจินตนาการถึงความเป็นจริงของจักรวาล มนุษย์ไม่ใช่เครื่องวัดสรรพสิ่งอีกต่อไป แต่จักรวาลต่างหากที่เป็นเครื่องวัด

การนำเอาคุณลักษณะของจักรวาลเข้ามาร่วมในภาษาในการออกแบบสถาปัตยกรรมเป็นปัญหาอย่างหนึ่ง เพราะโดยพื้นฐานแล้วจักรวาลมีลักษณะเปิด มีพลวัตรอย่างน่าประหลาดใจ และไม่สงบนิ่ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เคยถูกปฏิเสธไปในยุคสมัยใหม่ จนกระทั่ง Complexity Science กลับไปค้นพบมันอีกครั้ง โดยแท้จริงแล้วการก้าวกระโดดแต่ละครั้งของจักรวาลเกิดขึ้นอย่างคาดเดาไม่ได้ และนั่นจึงทำให้เกิดสิ่งพิเศษหรือบังเกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาใหม่ (อย่างเช่นการเปลี่ยนจากพลังงานเป็นสสาร) ในระหว่างช่องว่างของการก้าวความเป็นไปได้ที่เปิดกว้างทำให้เกิดการสร้างสรรค์ และการจัดระเบียบตนเองขึ้นมาใหม่

ในระดับเมืองก็ประสบปัญหาเช่นกันเพราะตัวเมืองเองก็คือปัญหาการจัดองค์กรที่ซับซ้อน ไม่ใช่ปัญหาการจัดโซนตามหน้าที่การใช้งาน หรือแบ่งเป็นห้าส่วน (ส่วนอยู่อาศัย, ทำงาน, ทางสัญจร, พักผ่อน และส่วนของรัฐ) อย่างที่เมืองในยุคสมัยใหม่เป็น ด้วยเหตุนี้ Complexity Science จึงมีส่วนสำคัญในการจัดการความซับซ้อนเหล่านี้โดยไม่ลดทอนมันลงมา ในที่นี้ Jencks แนะนำให้เปลี่ยนทัศนคติแบบนาฬิกาไปเป็นเมฆ ซึ่งเป็นกระบวนการปฏิวัติทางความคิดแบบหนึ่งจากสุนทรียภาพแบบเครื่องจักรที่เป็นระเบียบ แน่นอน ไปสู่สุนทรียภาพแบบธรรมชาติที่ไร้รูปลักษณ์อย่างชัดเจน มีลักษณะเปลี่ยนแปลงอย่างไม่อาจคาดเดา

โดยแท้ที่จริง ความเป็น Complexity เองนั้นไม่ใช่ความไร้ระเบียบอย่างสิ้นเชิงแต่หมายถึงขอบของความไร้ระเบียบ (edge of chaos) ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ระหว่างความมีระเบียบและไร้ระเบียบนั่นเอง

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+

In which language shall we build?

Self-similarity(fractals) and Strange attractors
อย่างที่ได้เกริ่นนำไปในส่วนแรก ในเรื่องโลกทัศน์ใหม่ของเราในเรื่องความเข้าใจในเรื่องวิทยาศาสตร์สมัยใหม่(new scientific paradigm) ทำให้เราเริ่มเห็นข้อจำกัดของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่(modern architectecture)ที่พยายามลดทอนทุกสิ่งสู่ความเรียบง่าย ซึ่งทำให้มองข้ามความจำเป็นในการที่จะสร้างงานสถาปัตยกรรมซึ่งตอบรับความสลับซับซ้อนที่มีอยู่จริงในชีวิตของเรา ซึ่งทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า “แล้วงานสถาปัตยกรรมแบบไหนที่สามารถตอบรับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้?” ซึ่ง Charles Jencks ได้นำเสนอภาษาสถาปัตยกรรมแบบใหม่ที่เรียกว่า “Emergent languages” ซึ่งตัวเขาเองได้แรงบันดาลใจมาจาก Complexity and Chaos theories ในวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

หนึ่งใน “Emergent languages” ที่ Charles Jencks ได้นำเสนอก็คือ ความคิดในเรื่อง ‘fractals’ ซึ่งสามารถพบเห็นทั่วไปในธรรมชาติ คือการซ้ำกันของสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่นั้นจะคล้ายกับสิ่งเริ่มต้น(similitude)ซึ่งการซ้ำกันของมันจะไม่เหมือนกับสิ่งที่เป็นต้นแบบ ยกตัวอย่างเช่น ก้อนเมฆ ใบไม้ และเส้นฝั่งทะเล ฯลฯ ซึ่งจะเห็นได้ว่าแม้ก้อนเมฆจะดูคล้ายกันแต่จะไม่มีก้อนเมฆก้อนไหนเลยที่มีลักษณที่เหมือนกันทุกประการ

เพื่อให้เราได้มองเห็นภาพชัดเจน Charles Jencks ได้ยกตัวอย่างงานออกแบบของ Bruce Goff คือ ‘Price House’ ซึ่งรูปแบบที่เกิดขึ้นของรูปร่างบ้านหลังนี้ เป็นการ Self-similar รูปทรงเรขาคณิต สามเหลี่ยมและหกเหลี่ยม ทั้งในระดับโครงสร้างของอาคารจนถึงรายละเอียดการตกแต่งภายในของอาคาร โดยใชัมุม 60 องศา เป็นจุดอ้างอิงเพื่อเพิ่ม(multiplication) และ แบ่งย่อย(subdivision) องค์ประกอบต่างๆในอาคารไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปทรง(form) และวัสดุ(materials)ต่างๆที่ใช้

Nonlinearity
ในวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์เก่า(newton Paradigm)นั้น มีมุมมองต่อจักรวาลในลักษณะที่เราเรียกว่า‘Linear mecchanics’ (straight-line determinism) คือ ในวิทยาศาสตร์แบบนิวตันนี้ มองพัฒนาการของจักรวาลของในลักษณะที่เป็นเชิงเส้นตรงและมีพัฒนาการในลักษณะสม่ำเสมอและแน่นอน ซึ่งทำให้นักฟิสิกส์และนักคณิตศาสตร์สามารถคาดการณ์สิ่งต่างๆได้ล่วงหน้า และสามารถอธิบายปรากฏการณ์รวมทั้งจับสาระสำคัญในรูปแบบของพฤติกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในจักรวาลได้ ซึ่งวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่นั้น (new scientific paradigm) มีสมมติฐานใหม่ในลักษณะที่ตรงกันข้ามกับความเชื่อเดิม คือเชื่อว่าวิวัตน์นาการของจักรวาลหรือลักษณะปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินั้น มีลักณะที่เป็น ‘Nonlinearity’ คือเป็นการพัตนาแบบที่ไม่เป็นเส้นตรงและไม่มีความต่อเนื่องกัน ซึ่ง Charles Jencks เชื่อว่าถ้าสมมติฐานนี้เป็นจริง งานออแบบสถาปัตยกรรมก็น่าที่จะต้องสะท้อนความจริงใหม่นี้

An Architecture of waves and twists
ทำไมเราต้องให้ความสำคัญกับงานสถาปัตยกรรมที่มีรูปทรงเป็นคลื่น(undulating form)? บางส่วนของคำตอบเราอาจค้นพบได้ในการเคลื่อนไหวเป็นคลื่นในลักษณะที่เป็น Nonlinearity ซึ่งเป็นส่วนสำคัญและปรากฎอยู่ทุกหนทุกแห่งในธรรมชาติของสรรพสิ่งในระดับพื้นฐานในทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์(quantum physics) ซึ่งเชื่อว่าในส่วนประกอบย่อยของสรรพสิ่งตัวมันเองเป็นทั้งคลื่น(wave)และอนุภาค(particle) ซึ่งของทุกสิ่งๆในโลกรวมทั้งมนุษย์เราก็ประกอบด้วยส่วนประกอบย่อยเหล่านี้ทั้งสิ้น ซึ่งการเปลี่ยนกลับไปกับมาระหว่างความเป็นคลื่นและอนุภาคนั้นเป็นไปด้วยกความกลมกลืนและต่อเนื่องกัน ซึ่ง Charles Jencks คิดว่าในการออกแบบงานสถาปัตยกรรมเราควรออกถึงแนวคิดเหล่านี้ เพื่อให้เราเห็นภาพเขาได้ยกตัวงานงานของเขาชิ้นหนึ่งในสก็อตแลนด์ คือ Soliton Gates ซึ่งเขาใช้แนวความคิดในเรื่อง waves and twists ในการออกแบบ


Folding – Catastrophe and Continuity
ใน Catastrophe Theory ของ Rene Thom ได้พูดถึงช่วงเปลี่ยนผ่าน(phase transitions) ซึ่งเราสามารถพบเห็นได้ทั่วๆไปตามธรรมชาติ คือ ช่วงที่น้ำจะกลายเป็นน้ำแข็งที่อุณหภูมิศูนย์องศา หรือ ช่วงที่น้ำร้อนจะกลายเป็นไอในอุณหภูมิหนึ่งร้อยองศา ซึ่งช่วงเปลี่ยนผ่านนั้นจะเกิดขึ้นตอนที่ระบบใดก็ตามนั้นถึงจุดที่ห่างไกลจากจุดสมดุล(far from equilibrium) โดยการเพิ่มความร้อน พลังงาน หรือ ข้อมูลบางอย่างเข้าไปในระบบ ทำให้ระบบไม่สามารถพัฒนาเป็นเส้นตรง เกิดการกวัดแกว่งและไร้ระเบียบ จนมันเองขยายตัวจนพัฒนาไปสู่ระบบที่เป็นพลวัตใหม่ ซึ่งต่างจากระบบที่หยุดนิ่งในตอนแรก ซึ่งในงานสถาปัตยกรรม เราสามารถแสดงถึงจุดเปลี่ยนผ่าน(phase transitions) ได้โดยการพับ(fold)และ บิด(twist) เพื่อที่จะผสานองค์ประกอบต่างๆของสถาปัตยกรรมเข้าหากัน

Charles Jencks ได้พยายามอธิบายการ ‘Fold’ ในงานสถาปัตยกรรม โดยยกตัวอย่างงานของ Zaha Hadid ที่ชนะการประกวดแบบในโครงการ The Cardiff Bay House ในประเทศเวลส์ ซึ่งในโครงการนี้ส่วนประกอบต่างๆที่เป็นส่วน service นั้นอยู่ล้อมรอบ ส่วนที่เป็น auditorium ที่อยู่ภายใน โดยมีลักษณะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมซึ่งคลุมถนนด้านหน้าโครงการทำให้เกิดพลาซ่าซึ่งเป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะ(semi-public)เกิดขึ้นภายในและเปิดพื้นที่เหล่านี้ออกไปสู่ทะเล ซึ่งตัวอาคารจะบิดออกจากทิศทางเดิมของอาคาร ทำให้เกิดลักษณะของพื้นที่ ที่เป็นลักษณะ Semi-protect และเป็น Open landscape ที่สมบูรณ์ และพยายามสร้างความเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กันของพื้นที่ในโครงการ ทั้งในระนาบของผังพื้นและรูปตัดของ auditorium ซึ่งทำให้เกิดการเชื่อมโยงที่เป็นเอกภาพ ซึ่งความแตกต่างของพื้นที่ในโครงการถูกห้อมล้อมด้วยความต่อเนื่อง


Sudden Emergence – Phase Transition
The Sudden emergence นั้นเป็นการปรากฏขึ้นขององค์กรใหม่ ซึ่งไม่สามารถทำนายหรือกำหนดคาดการณ์ใดๆได้ล่วงหน้าซี่งปรากฏการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งในทฤษฎี Complexity Theory ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถอธิบายถึงพลังและความอัศจรรย์ที่อยู่เบื้องหลังมันได้ ดังที่เราพูดถึงจุดเปลี่ยนผ่าน(phase transitions) Sudden emergence คือ ช่วงเวลาระหว่างของการก้าวกระโดดจากสถานะหนึ่งไปยังอีกสถานะหนึ่ง ซึ่ง Charles Jencks ได้ยกตัวอย่างเพื่ออธิบาย เช่น ช่วงเปลี่ยนผ่านของน้ำแข็ง/น้ำ/ไอน้ำ หรือ การเปลี่ยนผ่านระหว่างยุคโกธิคไปยังยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ และการเปลี่ยนแปลงสปีชีส์ในยุคดึกดำบรรพ์จาก Triassic เป็น Jurasic เป็นต้น ซึ่งการก้าวกระโดดอย่างฉับพลันนั้นพบเห็นได้ทั่วไปในทุกๆส่วนที่อยู่ในธรรมชาติ ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับระบบการจัดองค์กรตัวเองของธรรมชาติ(Self-Oganization) ซึ่งแนวความคิดนี้สามารถนำมาอธิบายปรากฎการณ์ต่างๆที่เกิดในสังคมได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นหรือ การพัฒนาของประวัติศาสตร์ในด้านต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลก
ในวงการสถาปัตยกรรมนั้น Daniel Libeskind พยายามสร้างสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘emergent social order’ ในงานสถาปัตยกรรมในโครงการต่อเติม Jewish Museum เข้ากับ German Museum ซึ่งเป็นอาคารในกรุงเบอลิน ซึ่งโครงการนี้ออกแบบโดยการใช้ข้อมูลจริงที่เกิดขึ้นในอดีตคือการทำลายล้างและเนรเทศชาวยิวจากกรุงเบอลิน รูปแบบของงานสถาปัตยกรรม เป็นลักษณะ dual-national building และมีลักษณะของโครงสร้างที่เคลื่อนไหวไปมา คือถ้ามองจากผังอาคารและรายละเอียดต่างๆจะเห็นว่ามีลักษณะซิกแซกไปมา มีรูปทรงคล้ายกระดูก และเกิดการกระโดดไปมาของทิศทางต่างๆภายในอาคาร ซึ่งองค์ประกอบต่างๆเหล่านี้สามารถสะท้อนภาพของแนวความคิดในเรื่อง Complexity Theory ได้อย่างชัดเจน

Oganizational Depth
ในความคิดของ Charles Jencks งานสถาปัตยกรรมควรสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรม(cultural pluralism) ที่เกิดขึ้นในสังคม โดยยกตัวอย่างงานออกแบบ Frank Gehry ในการออกแบบอาคารสำนักงาน Chiat/Day/Mojo Office ที่เมือง Vanice ใน California ซึ่งมีแนวความคิดในการรวมความขัดแย้งต่างๆในภาษาของสถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นในโครงการ เช่น high/low, figulative/industrial, classical/pop นำมาจับวางคู่กันเป็นองค์ประกอบของอาคาร การทำให้เกิดความลึกล้ำของความของหมาย ในแง่ที่สามารถรองรับความหลากหลายของกลุ่มคนในสังคมในการตีความความหมายของอาคาร ซึ่งด้านหน้าของอาคารประกอบด้วยที่จอดรถและกล้องส่องทางไกลซึ่งคือจุดเด่นที่เป็น pop-logo เพื่อโฆษณาความเป็นองค์กร/บริษัทของอาคาร และทางด้านซ้ายรูปทรงอาคารที่จินตนการไปถึงเรือที่ทันสมัย เพื่อแสดงออกถึงประโยชน์ใช้สอยที่เป็นสถานที่ทำงานภายในอาคาร ซึ่งอยู่ใกล้กับมหาสมุทรแปซิฟิก และทางด้านขวารูปด้านอาคารมีลักษณะเหมือนต้นไม้ซึ่งใช้ทองแดงในการตกแต่งผิว การตกแต่งภายในสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลา ซึ่งสื่อถึงความเก่าและใหม่ในเวลเดียวกัน ซึ่งองค์ประกอบต่างๆเหล่านี้เป็นตัวสร้างความกำกวม(Ambiguity) ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนว่าเป็นอาคารชนิดไหน ซึ่ง Charles Jencks เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภาษาของความคิดหลังสมัยใหม่(post-modern) ซึ่งเขาเรียกมันว่า ‘The Carnivalesque’

Superposition – Can one build-in time?
ในช่วงปี 1980s นั้นมีสถาปนิกที่ชื่อ Bernard Tschumi ใด้เสนอความคิดเห็นของเขาเกี่ยวกับความคิดเรื่อง ‘superimposition’ คือการออกแบบโดยสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘The aesthetic of layering, ambiguity, transparency and juxaposition’ ในงานสถาปัตยกรรม ซึ่งความคิดเหล่านี้ก็ปรากฎในงานประกวดแบบโครงการ Parc de la Villette กรุงปรารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเขาพยายายามสร้างงานสถาปัตยกรรมที่ไม่สามารถตัดสินได้(undecidable) และเกิดความหลากหลาย โดยการ disintegration เพื่อต่อต้านความเป็น totality ในงานสถาปัตยกรรมเพื่อสร้างความหลากหลายในงานสถาปัตยกรรม ซึ่งในโครงการเดียวกันนี้ Rem Koolhaas ได้เสนอสิ่งที่เรียกว่า ‘five ingredients’ คือการซ้อน 5 ระบบที่ต่างกันลงบนพื้นที่เดียวกัน คือ 1) lateral ‘band’ of planting and activity, 2) a sprinkling of randomized small elements call ‘confetti’ 3) the large elements of the existing site and program 4) Circulation 5) connecting layers ซึ่งแนวความคิดนี้ทำให้เกิดแถบของโปรแกรมต่างๆในโครงการซ้อนกัน ทำให้เกิดความหลายขึ้นในระบบ เกิดเป็นรูปแบบที่ซับซ้อน(Complex order) ซึ่งจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘nonlinear dinamic’ จากความซับซ้อนที่อยู่ภายในโครงการเอง

สรุปและเรียบเรียงโดย
พุทธิชาติ วาณิชทัตต์ และ วิชิต หอยิ่งสวัสดิ์

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+

Architecture of the Jumping Universe
A Polemic : How Complexity Science Is Changing Architecture and Culture
Charles Jencks
ISBN : 1854904868
+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Books read:
-Architecture in Transition: Between Deconstruction and New Modernism--Edited by Peter Noever
-Art4D Number 150--September 2006