Wednesday, December 06, 2006

สิ่งที่อยากกิน; กระผมก็ควรได้กิน

Frim Fram Sauce
2006-12-06

Now a persons really got to eat
And a person should eat right.
Five will get you ten
I'm gonna feed myself right tonight.




Frim Fram Sauce เป็นเพลงในปี พ.ศ. 2488--ปีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ปีที่เศรษฐกิจตกต่ำ และประเทศต่างๆทั่วโลกล้วน อยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง(อเมริกาถึงแม้จะชนะสงครามก็ตาม ก็ไม่แตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ)

Frim Fram Sauce เป็นชื่อของอาหารที่ไม่มีอยู่จริงในโลก เพลงนี้พูดถึงชายคนหนึ่งที่เดินเข้าไปในร้านอาหารแล้ว บอกเด็กเสริฟว่า "กระผมไม่ต้องการรับประทานรายชื่ออาหารต่างๆ ดังนี้--French fried potatoes, Red ripe tomatoes, Pork chops, Bacon,Fish cakes and Rye Bread เพราะมันพื้นๆ และไม่ถูกปากกระผมเลยสักนิด(แต่สามารถสั่งกินได้เพราะมันมีอยู่จริงในโลก) สิ่งที่กระผมอยากกินก็คือ-- the frim fram sauce with the Ausen fay With chafafa on the side( ซึ่งเป็นชื่ออาหารประหลาดๆ ที่ไม่มีอยู่จริง) คุณน่าจะเข้าใจ? สิ่งที่อยากกิน กระผมก็ควรได้กิน ผมจะจ่ายคุณอย่างงาม ก็แค่คืนนี้ผมอยากตามใจปากตัวเอง"

Frim Fram Sauce เป็นเพลงแจ๊สที่ถูกนิยามว่าเป็น "Silly Jazz Song" ด้วยเนื้อหาที่ตลกชวนหัวของมัน ร้องโดย Nat King Cole (หลังจากนั้นมีคนนำมาร้องใหม่อีกหลายเวอร์ชั่น) และแต่งโดย Redd Evans(นักแต่งเพลงของ Nat King Cole)

ฟังเพลงนี้แล้ว ทำให้เรานึกถึงวงเฉลียงของไทย ในภาพยนต์ประกอบเพลงนี้ถ้าเปลี่ยน Nat King Cole เป็นดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค (กำลังร้องเพลงนายไข่เจียว) หรือเจี๊ยบ-วัชระ ปานเอี่ยม(กำลังร้องเพลงรู้สึกสบายดี) แล้วละก็นี่มันวงเฉลียงยังไงอย่างงั้นเลย ^_^

แม้ท่วงทำนองของเพลงนี้จะดูน่ารัก และตลกขบขัน แต่สำหรับเรามันเป็นเพลงที่เศร้าอย่างร้ายกาจ

"สิ่งที่อยากกิน กระผมก็ควรได้กิน" อาจจะฟังดูน่าหมั่นไส้ ถ้ามันออกมาจากปากของมหาเศรษฐีที่มีเงินสักคนหนึ่ง

แต่มันจะเศร้าขนาดไหนถ้าประโยคนี้เปล่งออกมาจากปากของคนที่ไม่มีเงินสักแดง ที่จะสั่งอาหารประทังความหิว แล้วแสร้งทำเป็นสั่งอาหารประหลาดที่ไม่มีอยู่จริงบนโลก

ในท่อนสุดท้ายของเพลงนี้
Nat King Cole ร้องว่า
"If you don't have it, just bring me a check for the water!"

สุดท้ายแล้ว--เขาก็ทำได้แค่สั่งน้ำเปล่าลูบท้อง


+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+


Frim Fram Sauce(1945)--Nat King Cole

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-Bergsonism--Gilles Deleuze

5 comments:

เติ้ล said...

เวลาแปลเป็นไทยแล้วความหมายเยอะดีเนอะ

ลองคิดว่า ถ้าเป็น "สิ่งที่เจ๊อยากกิน เจ๊ก็ควรได้กิน" คงจะเสียวๆ พิลึกนะ ฮ่าๆ

grappa said...

รู้สึกเศร้าตั้งแต่อ่านโค้ดภาษาอังกฤษข้างบนแล้ว

จขบ.ตามงานของกิลล์ เดอรูซ อยู่เหรอคะ
ว่าจะถามตั้งแต่คราวที่แล้วว่ารวมบทความ
บทสัมภาษณ์เขาสนุกหรือเปล่า
มาเล่าให้ฟังด้วยสิคะ

สมัยก่อนพอแตะๆ งานของฟูโก้บ้าง
แต่หลัง ๆ ตาม debate พวกนี้ไม่ทันแล้ว
มัวแต่อ่านอะไรไร้สาระอยู่ ^____^

the aesthetics of loneliness said...

พี่ชอบเปิดเข้าในเว็บบอร์ดพันธุ์ทิพย์ ในหมวดแนะนำร้านอาหาร นั่งดูได้เป็นวันๆ บางทีก็นั่งเปิดดูตอนกลางคืน ก่อนนอน เผื่อจะเก็บเอาไปฝัน ภาพอาหารและคำบรรยายที่เขาโพสต์ไว้ในกระทู้ เหมือนสวรรค์เลย เพราะไม่มีปัญญาไปกินเหมือนกัน เศร้า T_T

wichiter said...

พอดีช่วงต้นเดือนหน้า
ต้องไปสัมนาแล้วเขาลิสต์รายชื่อ
หนังสือที่เกี่ยวข้องกับการสัมนามาให้
ส่วนใหญ่ก็เป็นหนังสือของเดอลูซ
กับ เฮนรี่ เบิร์กสัน
ช่วงนี้ก็เลยจำเป็นต้องรีบๆ อ่านครับ ^_^
ไม่อยากไปสัมนาแบบตัวเปล่า
เดี๋ยวตามเขาไม่ทัน :P

ใบตำลึง said...

อืม ฟังเพลงนี้แล้วน่าจะนึกถึงดร.ป๋วย นะ ที่บอกไว้ว่าคนไทย ควรจะมีอาหารที่มีคุณค่ารับประทาน ควรจะมีการศึกษาฟรี และมีอากาศบริสุทธิ์หายใจ
ถึงวันนี้แล้วเราก็ยังไปไปถึงไหน
รถร่วมก็ยังพ่นควันพิษ มหนวิทยาลัยก็กำลังจะออกนอกระบบ และโออิชิก็รสชาติห่วยลงทุกวันๆ