Showing posts with label philosophy. Show all posts
Showing posts with label philosophy. Show all posts

Sunday, November 05, 2006

Blur/ ぼけ

2006-11-05




Blur คือ โบเกะ(ぼけ) ในภาษาญี่ปุ่น
Blur คือ เบลอ ในภาษาไทย
เบลอ คือ ความพร่าเลือน; คือ ความเบาหวิว
เบลอ คือ สภาวะที่มโนภาพ(Image) อยู่ในภาวะไร้น้ำหนัก
เบลอ คือ ก้อนเมฆที่ล่องลอยไร้จุดหมาย(Drifting) รอวันกลั่นตัวเองเป็นสายฝนแห่งมโนภาพ(Image)

ในโลกยุคใหม่ เบลอ กลายเป็นภาวะไร้ประสิทธิภาพ--เป็น error ของข้อมูลข่าวสาร
ในยุคสมัยที่ผู้คนส่วนใหญ่นั้นบูชาความชัดเจน--ทีวีโฆษณาว่าให้ภาพคมชัดสมจริง
กล้องถ่ายรูประบบดิจิตอลให้ภาพคมชัด 10 ล้านพิกเซล โฟกัสได้ พร้อมกัน 11 จุด
ถึงแม้จะมือสั่น/เคลื่อนไหว/กระทบกระเทือน ขนาดไหน
ขอรับรองว่า--ภาพที่ได้ไม่มีวัน เบลอ

ในโลกภาพยนต์ เบลอ ถูก coding ความหมายกับช่วงเวลาของความฝัน วันเวลาของวันวาน
อดีตที่ไม่มีวันหวนคืน และความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง
เบลอ คือ Heterotopia คือที่ที่มีอยู่จริงและไม่มีอยู่จริงในเวลาเดียวกัน

เบลอ คือ สภาวะอนาธิปไตย (anarchy) ไม่ใช่ประชาธิปไตย (democracy)
เบลอ คือ สภาวะที่เสียงข้างมากไม่เป็นใหญ่ เพราะไม่มีการ domination
เหมือนรูปถ่ายด้านบน--ที่ปาก จมูก คิ้ว ตา และองค์ประกอบทั้งใบหน้านั้น
เลือนหายกลายเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่สามารถมีอวัยวะไหนบนใบหน้าสามารถ dominate อวัยวะส่วนอื่นได้


ในจอโทรทัศน์ เบลอ คือ ตัวแทนอำนาจในการ censorship ของรัฐ
อำนาจที่จะให้เห็นหรือไม่เห็นอะไร
อำนาจที่พยายามคอยบอกว่าสิ่งใดควรรู้สิ่งใดไม่ควรรู้
(เป็นเรื่องน่าเศร้าจริงๆ--ที่บนโลกนี้ยังมีคนคิดอยากควบคุมความรู้ของคนอื่น
และโดยมากคนที่มีความคิดเช่นนี้ ก็มักจะไม่ค่อยรู้อะไรมาก)
เบลอคือ สิ่งที่ไม่สามารถพูด สิ่งที่ไม่สามารถเห็น

ในประเทศไทย
ถึงแม้ว่าทีวีที่ซื้อมานั้น ภาพจะคมชัดสมจริง--เหมือนที่ได้โฆษณาไว้ขนาดไหน
บางช่วง-บางเวลา-บางขณะ

มันก็ยังมีภาพอะไรบางอย่างในจอทีวีที่ดูแล้ว Blurๆ :P


+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-Anything--Edited by Cynthia C. Davidson

Tuesday, October 31, 2006

Space/ knowledge

พื้นที่/ ความรู้
2006-10-31





บทนำในหนังสือ The Order of Things ของมิเชล ฟูโก(Michel Foucault) ได้พูดถึงภาพ "Las Meninas(1656)" ของดีเอโก้ เวราซเควซ (Diego Velazquez)--จิตกรชาวสเปนในศตวรรษที่ 17 ไว้อย่างน่าสนใจ

“ในภาพนี้จะเห็นตำแหน่งเด่นกลางภาพคือเจ้าหญิงองค์น้อย ด้านข้างซ้ายมือของภาพคือ จิตรกรยืนอยู่หน้ากรอบผ้าใบสูงใหญ่และหันหน้ามาทางเดียวกันกับเจ้าหญิง เรามองไม่เห็นภาพที่เขากำลังวาดบนผ้าใบ อันที่จริงเขากำลังวาดภาพของของพระราชาและพระราชินีของ สเปนทีประทับเป็นแบบอยู่ โดยหันหน้าประจันกับเจ้าหญิงและจิตรกร เรามองไม่เห็นพระราชาและพระราชินีก็เพราะตำแหน่งแห่งที่ของเราซ้อนทับกับคนทั้งคู่อยู่ แต่ภาพของทั้งสองฉายสะท้อนอยู่ในกระจกเงาที่อยู่ด้านหลังกลางภาพ ใครกันแน่ที่กำลังจ้องมองใคร ทุกคนในภาพสามารถครองตำแหน่งผู้จ้องมองได้ทั้งนั้น เจ้าหญิง จิตรกร ข้าราชบริพาร คนนอกภาพ มีอีก 2 ตำแหน่ง คือพระราชาพระราชินีและเรา เจ้าหญิงและจิตรกรกำลังจ้องพระราชาพระราชินี และอันที่จริงก็จ้องมองเราอยู่ เราในฐานะของผู้ดูภาพ ที่จริงแล้วกลับเป็นวัตถุของการจ้องมอง เช่นกัน สถานภาพของเราจึงมีสองส่วน ส่วนแรกคือเราในฐานะคนดูภาพและส่วนที่สองเราในฐานะเดียกับพระราชาและพระราชินี ความเป็นผู้ดูและผู้ถูกดูในภาพนี้จึงไม่ได้ตายตัวและหยุดนิ่ง ฐานะของผู้ดูและผู้เฝ้าดูสลับกันไปมาได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับบทสนทนาระหว่างคนในภาพและคนนอกภาพ คนอ่านภาพจะอ่านภาพออกมาเป็นอย่างไรขึ้นกับว่าเขาเลือกว่าตำแหน่งของตรงเองตรงไหน มุมมองที่เขาเลือกเป็น ก็คือกรอบของวาทกรรม(Discourse) นี่คือสิ่งที่ฟูโกพยายามอธิบายว่าวาทกรรมเป็นตัวกำหนดจัดวางตำแหน่งของตัวประธาน”

นอกจากนี้เราซึ่งเป็นผู้ดูมีความสามารถในการเห็นที่จำกัดมาก เราไม่อาจเห็นภาพที่จิตรกรกำลังวาด ไม่อาจเห็นท่วงท่าการวาด เพราะเมื่อเขาวาดก็จะหลบเข้าไปอยู่หน้ากรอบผ้าใบ เราไม่อาจเห็นคนเป็นแบบที่กำลังถูกวาดด้วย เพราะตำแหน่งของเขาอยู่นอกภาพนี้ เราเห็นพวกเขาได้เพียงลางๆในฐานะภาพสะท้อนในกระจกเงาบานเล็กๆที่อยู่ตรงกลางด้านหลังภาพ ทั้งหมดนี้ก็คือเราไม่อาจมองเห็นตัวการสร้างภาพความจริงได้จากมุมมองทั้งหมดทุกซอกทุกมุม หรืออีกนัยหนึ่งเราไม่สามารถอ้างตำแหน่งพิเศษของความเป็นนักเขียน/นักวิจัยว่าสามารถกระโดดออกมานอกกรอบของบริบทการศึกษาแล้วมองเห็นภาพในเชิงองค์รวมทั้งหมด(totality) ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ภาพนี้จึงตั้งคำถามกับการถืออภิสิทธิ์ดังกล่าวของนักวิจัยและเตือนเราว่าเราไม่อาจหลุดออกนอกกรอบของวาทกรรมได้ ในฐานะคนดูภาพเราจำเป็นต้องเป็นส่วนหนึ่งของภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้นจากตัวอย่างที่ฟูโกได้นำเสนอผ่านภาพ Las Meninas(1656) นั้น ถ้าเราไม่อาจรับรู้ความจริงที่อยู่นอกเหนือประสบการณ์หรือพ้นเหนือจากวาทกรรมไปได้ ดังนั้นในทฤษฎีที่เราใช้ศึกษาหรือเป็นกรอบความคิดในการมองเพื่อศึกษาสิ่งต่างๆจึงไม่ควรอ้างอิงถึงความเป็นจริงที่เป็นจุดเริ่มต้นพื้นฐาน ถ้าจะมีจุดเริ่มต้นก็เป็นแต่เพียงประโยคที่เป็นภาพแทนความจริงเท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่ตำแหน่งของผู้ศึกษาจะอยู่เหนือความเป็นจริง และมองลงมาเห็นความเป็นไปทั้งหมด เมื่อไม่อาจอยู่ภายนอกวาทกรรมได้ ดังนั้นการวิพากษ์หรือโค่นวาทกรรมจึงต้องมาจาก พื้นที่ภายในตัววาทกรรมนั้นเอง และนี่คือที่มาของวิธีการของพวกหลังโครงสร้างนิยม(post structuralist) ที่รื้อถอนวาทกรรมจากการมองหาความลักลั่นของตรรกภายในวาทกรรมนั้นๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้ วิธีการศึกษาวิจัย/วิธีการเขียนงาน(ในทุกๆ รูปแบบ?)/วิธีการเสนอภาพควร ’จัดพื้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ศึกษากับผู้ถูกศึกษาเสียใหม่ ตัวตนของผู้ศึกษาซึ่งถูกทำให้มองไม่เห็นแม้ผู้อ่านจะได้ยินเสียงของเขาอยู่ตลอดเวลา จะต้องปรากฏขึ้น ส่วนผู้ถูกศึกษาซึ่งเป็นวัตถุแห่งการจับจ้องมาตลอดมาตลอดแต่ไม่ค่อยมีโอกาสพูดจะต้องปรากฎเสียงขึ้น

งานเขียนควรเป็นเวทีที่แบไพ่กระบวนการจัดตำแหน่งแห่งที่ระหว่างผู้ศึกษาและสิ่งที่ถูกศึกษา



+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-Corporate Fields: Office Project by AA Design Research Lab--Edited by Brett Steele

Wednesday, October 25, 2006

Mechanical Reproduction

2006-10-25


**โดยหลักการสิ่งที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์สามารถผลิตซ้ำ(Reproduction) ได้โดยมนุษย์





การผลิตซ้ำด้วยเครื่องจักร(mechanical Reproduction) มีวิวัฒนาการโดยเริ่มจากสมัยกรีก เช่นการหล่อและการประทับ(founding and stamping) โดยใช้ในการผลิต รูปปั้นบรอนซ์ ดินเผา และเหรียญ แต่การผลิตซ้ำนี้ยังไม่ครอบคลุมไปถึงศิลปะแขนงอื่นๆซึ่งล้วนแต่มีหนึ่งเดียวและไม่สามารถผลิตซ้ำด้วยเครื่องจักรได้

การแกะไม้(woodcut)เป็นงานศิลปะชนิดแรกที่เป็นการผลิตซ้ำด้วยเครื่องจักร(mechanical Reproduction) จากนั้นมาก็มีการพัฒนาการทางด้านการพิมพ์ จากเทคนิค engraving etching มาถึง lithography จากนั้นการพิมพ์ก็ถูกแทนที่ด้วย ภาพถ่าย(photography)

**ภาพถ่าย(photography)ทำให้มือของมนุษย์ถูกปลดออกจากหน้าที่ในการสร้างศิลปะ-ศิลปินมองผ่านเลนส์เพราะตามองได้เร็วกว่าวาดด้วยมือ-กระบวนการผลิตซ้ำจึงมีความรวดเร็วขึ้นอย่างมหาศาล จากภาพถ่ายพัฒนาการกลายเป็นภาพยนต์(film)ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลกระทบกระเทือนกับศิลปะในรูปแบบเดิม

วิวัฒนาการของการผลิตซ้ำด้วยเครื่องจักร(mechanical Reproduction) มีผลต่อความคิดในเรื่อง The original ซึ่งเป็นต้นรากของความคิดในเรื่อง authenticity

การผลิตซ้ำด้วยมือ ผลงานที่ได้มักถูกเรียกว่าเป็นของปลอมแปลง ซึ่งไม่สามารถเทียบกับ The original ได้

แต่การผลิตซ้ำด้วยเครื่องจักร(mechanical Reproduction)นั้นสามารถ
-นำบางด้านของ The original ที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าให้ปรากฎแก่สายตา
-อัดสำเนา(copy) เปลี่ยนบริบทของมันให้ห่างไกลจาก The original

แต่การผลิตซ้ำด้วยเครื่องจักร(mechanical Reproduction)นั้นก็ทำให้เราสูญเสีย Aura หรือความขลังของงานศิลปะชิ้นนั้นๆ

การผลิตซ้ำนำเอาวัตถุที่ถูกผลิตซ้ำออกมาจากอาณาเขตของจารีตประเพณี การผลิตซ้ำนำเอาความมากมายด้านปริมาณของสำเนามาทดแทนความเป็น unique existence ของงานศิลปะ แต่ในขณะเดียวกันการผลิตซ้ำนั้นก็ส่งผลให้ ผู้ดูและผู้ฟังเข้าถึงผลงานเหล่านั้นในสถานการณ์ของตนเอง

ความเป็นหนึ่งเดียวของงานศิลปะไม่อาจแยกออกจากการดำรงอยู่ของมันในโครงสร้างของจารีตประเพณี
แต่แรกนั้นงานศิลปะในแง่ที่เกี่ยวพันกับสิ่งที่เรียกว่า Aura นั้นแยกไม่ออกจากหน้าที่ของมันในพิธีกรรม

แต่การผลิตซ้ำด้วยเครื่องจักร(mechanical Reproduction)ได้ไถ่ถอน ดึงเอางานศิลปะออกจากบทบาทแบบกาฝากซึ่งขึ้นต่อพิธีกรรม และผลแห่งการผลิตซ้ำงานศิลปะได้กลายมาเป็นงานศิลปะที่ถูกออกแบบมาเพื่อการผลิตซ้ำโดยเฉพาะ ทำให้ authenticity หมดความหมาย

คุณค่าของงานศิลปะถูกแบ่งออกเป็นสองคือ ทางcult และ exhibition valueการผลิตซ้ำด้วยเครื่องจักร(mechanical Reproduction) จึงเปิดให้ศิลปะแสดงออกทางด้าน exhibition value

สรุปและจับใจความจาก
The Work of Art in the Age of Mechanical Reproduction (1935)--Walter Benjamin

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Books read:
-ExperimentAAtion : AA Projects Review 05/06
-S, M, L, XL--OMA and Rem Koolhaas
-เมด อิน U.S.A.--สุจิตต์ วงษ์เทศ

Thursday, October 19, 2006

about studio/ about café

About Place/ About Non-Place
2006-10-18

“Space is set of experiential dimensions that encompasses a set of objects and events, and in which it is possible to move about. Not necessarily preexisting or durable. Place is location invested with meaning, or affording identification, appropriation, or history.”


สถานที่ กับ บริบท (Place VS. Context)
ผิวโลก, แผ่นดิน, พื้นที่ ก็เหมือนสรรพสิ่งในธรรมชาติ ซึ่งดำรง อยู่โดยตัวมันเองก็จริง แต่ไร้ความหมายในตัวเอง แต่จะกลายเป็นสิ่งที่มีความหมายต่อมนุษย์ในแง่ใดแง่หนึ่งขึ้นมานั้น ย่อมขึ้นอยู่ที่ว่ามนุษย์กำหนดหรือวางความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับสิ่งเหล่านั้นไว้อย่างไร หรือ ว่าสิ่งนั้นสังคมได้กำหนดความรู้ นิยาม ชื่อ คำ หรือธรรมเนียมต่างๆ ให้มันอย่างไร

ร้านอะเบาท์สตูดิโอ/อะเบาท์คาเฟ่(about studio/about café) นั้นโดยตำแหน่งของมันบนพื้นโลก ตั้งอยู่ที่ 402- 408 ถนนไมตรีจิตต์ ป้อมปราบ กรุงเทพฯ 10100 ประเทศไทย แน่นอนสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยไปที่นั่น ความรู้ในเรื่องที่ตำแหน่งที่ตั้งของมันดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ในการกำหนดลักษณะของพื้นที่แห่งนี้ แต่ความทรงจำของคุณนั้นพาคุณไปยังสถานที่ที่อยู่รอบๆที่นั่นได้ ที่ซึ่งคุณเคยมีประสบการณ์ร่วมในอดีต ความทรงจำจึงพาคุณเดินทางไปรอบๆ ความทรงจำนั้นไม่จำเป็นต้องมีลำดับเรื่องราวตามเวลาที่เป็นเส้นตรงแต่อย่างไร ความทรงจำสามารถที่จะนำเอาเรื่องราวและเหตุการณ์ที่มีประสบการณ์ในอดีตมารวมไว้ในที่เดียวกัน ยิ่งพยายามนึกถึงตำแหน่งของมันมากขึ้นเท่าไร ความทรงจำยิ่งจะทำให้สิ่งที่อยู่รอบๆที่นั่นชัดมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเมื่อคุณนึกพยามนึกถึงร้านแห่งนี้ คุณอาจจะได้ภาพของหัวลำโพง, ประตูจีน, น้ำพุที่เคยนั่งเล่นที่วงเวียน22 กรกฏาคม, ร้านก๋วยเตี๋ยวคั่วเจ้าประจำที่เคยกิน แน่นอนว่าประสบการณ์ที่มีต่อเหตุการณ์และเวลาของชีวิตมนุษย์ทุกคนนั้นต่างกัน ทำให้ภาพของความทรงจำที่เกิดหรือนึกถึงเรื่องราวในสถานที่นั้นๆ ย่อมแตกต่างกัน ซึ่งในความทรงจำของคนอื่นๆ อาจจะต่างจากเรื่องราวที่ผมกล่าวไปในตอนต้น

แต่ในบางย่านบางสถานที่นั้น พื้นที่/สถานที่แห่งนั้นอาจสร้างความทรงจำร่วมได้(collective memory) คือ เป็นความทรงจำที่ทุกคนมีร่วมกัน ซึ่งความทรงจำชนิดนี้อาจจะเกิดจากสัณฐานหรือลักษณะเฉพาะบางอย่างของสถานที่นั้น ที่ทุกคนสามารถรับรู้และสึกได้ร่วมกัน จนมันกลายเป็นลักษณะเฉพาะพิเศษของย่าน/สถานที่นั้นๆ ที่เราเรียกว่า “sense of place”

ถ้าเราลองย้อนกลับมามองที่ตั้งของร้านอะเบาท์สตูดิโอ/อะเบาท์คาเฟ่(about studio/about café) อีกครั้ง จะเห็นว่าตำแหน่งและที่ตั้งของร้าน ตั้งอยู่ในย่านที่มีความเก่าแก่ย่านหนึ่งในกรุงเทพฯ ลักษณะของอาคารบริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นตึกแถว ความสูง 2 ชั้น ซึ่งบริเวณพื้นที่ชั้นล่างส่วนใหญ่นั้นใช้ในการทำมาค้าขาย และมีพื้นที่บางส่วนเป็นท่ารถสำหรับขนถ่ายสินค้า ทางรถบรรทุก, บางส่วนที่เป็นโรงแรมเกรดบี และ อาบ อบ นวด บางส่วนเป็นร้านขายอะไหล่รถยนต์ และร้านทำป้ายต่างๆ โดยมีถนนไมตรีจิตต์ เป็นตัวเชื่อมพื้นแถวนี้กับพื้นที่ในบริเวณวงเวียน 22 กรกฎาคม เข้าด้วยกัน ในเรื่องของสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนบริเวณนี้ ความหนาแน่นของผู้คนก็ไม่ได้มากมายอะไรเท่าไร และหากลองสังเกตดูผู้คนที่อยู่อาศัยบริเวณนี้ไม่ค่อยเร่งรีบ มีลักษณะที่เรียบๆเนือยๆ สบายๆ แต่บริเวณตึกแถวที่อยู่ในซอยย่อยๆต่างๆนั้น มีความเคลื่อนไหวของกิจกรรมต่างๆมากกว่าพื้นที่ๆอยู่ติดกับถนนไมตรีจิต ซึ่งลักษณะทั้งหมดที่กล่าวมานั้นอาจเป็นส่วนหนึ่งของลักษณะพิเศษที่เป็นอัตลักษณ์(identity)ของย่านหรือของพื้นที่บริเวณนี้

และเนื่องจากสภาวะของความเป็นสถานที่(place)ใดๆ ก็ตามเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างการดำรงอยู่ของมันในพื้นที่และเวลา ดังนั้นร้านอะเบาท์สตูดิโอ/อะเบาท์คาเฟ่(about studio/about café) ตึกแถวที่มีลักษณะสีชมพูอ่อนที่ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมพื้นที่ระหว่างถนนสองสาย ก็ปรากฎตัวขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งถ้าใครผ่านไปผ่านมาในบริเวณนั้นก็ย่อมที่จะสามารถพบเห็นได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ขอบเขตและตำแหน่งที่ตั้งของสถาปัตยกรรมชิ้นนี้จึงมีความชัดเจนในแง่ของความรู้สึกรับรู้ในเรื่องของการมีอยู่ในมิติที่เป็นกายภาพ อีกทั้งรูปแบบของของสถาปัตยกรรมที่ปรากฎนั้นก็ดูเหมือนว่าจะสอดประสานกลมกลืนไปกับบริบทที่แวดล้อม

แต่ในบางแง่มุมการดำรงอยู่ของสถานที่แห่งนี้ก็มีความคลุมเครือไม่ชัดเจนในเรื่องความหมายของพื้นที่ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นความจงใจของเจ้าของร้านกาแฟแห่งนี้ สังเกตุได้จากชื่อร้านคือ ‘อะเบาท์สตูดิโอ/อะเบาท์คาเฟ่’ คล้ายๆว่าไม่ยอมบ่งชัดเจนว่าเป็นจะเป็นอะไรกันแน่ รอบๆราวๆว่าจะเป็นร้านขายกาแฟ แต่ขณะเดียวกันก็ดูเหมือนว่าจะเป็นสตูดิโอที่ไว้จัดแสดงงานศิลปะ ดังนั้นสิ่งที่อยู่รอบๆร้านกาแฟแห่งนี้จึงเป็นเรื่องราวของการแสดงงานศิลปะ ซึ่งในขณะเดียวกันสิ่งที่อยู่รอบๆงานศิลปะที่จัดแสดงนั้นอาจกลายเป็นบรรยากาศของร้านกาแฟ เมื่อแกนกลางความหมายของพื้นที่เกิดความคลุมเครือเปลี่ยนขั้วกันไปมาเหมือนชื่อร้าน ทำให้ความหมายที่ไหลเวียนอยู่ภายนอกไม่สามารถระบุแกนกลางได้ชัดเจน ซึ่งพื้นที่ในลักษณะนี้ ยากที่มนุษย์คนไหนจะเข้าไปสร้างความรู้สึกผูกพันและเปลี่ยนความหมายของพื้นที่นี้ให้กลายเป็น ‘สถานที่’(place)ได้

ในขณะที่ลักษณะของเหตุการณ์และกิจกรรมที่เกิดจากพื้นที่ภายในไม่เอื้อให้เกิดคุณลักษณะความเป็น’สถานที่’(place) ของพื้นที่นั้น ความเป็น ‘สถานที่’ กลับถูกส่งเข้ามาจากบริบท(Context)ภายนอก เพื่อสร้างความหมายแก่พื้นที่ภายใน เนื่องจากลักษณะพิเศษของความเป็นย่านที่มีลักษณะเฉพาะจากภายนอกโต้ตอบปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่ภายในร้าน ผ่านหน้าต่างกระจกขนาดใหญ่ซึ่งวางตัวขนานไปกับถนนทั้งสองข้าง ที่อยู่แวดล้อมอาคาร ซึ่งทำให้เกิดความเชื่อมต่อระหว่างที่ว่างภายในกับที่ว่างภายนอกอาคาร ภาพกิจกรรมหรือวิถีชีวิตผู้คนของผู้คนบริเวณนั้นจะปรากฎขึ้นภายใน

สถานที่ กับ อสถานที่(Place VS. Non-Place)
เมื่อความคลุมเครือของเหตุการณ์และกิจกรรม ซึ่งเกิดจากการนำงานศิลปะซึ่งโดยลักษณะงานนั้นเป็นแบบ “representational art” เข้าไปแทรกในพื้นที่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยงานสถาปัตยกรรม ซึ่งเราถือว่าเป็นงานศิลปะแขนงหนึ่งในแบบที่เราเรียกว่า “non- representational art” ทำให้พื้นที่บริเวณนี้มีความน่าสนใจในการศึกษา เนื่องจาก งานศิลปะแบบจัดวาง(installation art) ที่เขามาติดตั้งในพื้นที่ร้านอะเบาท์สตูดิโอ/อะเบาท์คาเฟ่ ซึ่งโดยทั่วไปลักษณะของงานประเภทนี้จะเปลี่ยนความหมายของพื้นที่ใหม่ กลายเป็นสถานที่ที่ไม่มีจริงในโลก หรือในแผนที่ใดๆ แต่เป็นพื้นที่ที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อทำกิจกรรมนั้นเป็นการเฉพาะ และลักษณะของพื้นที่ไม่ค่อยผูกพันกับเวลาและวิธีคิดที่แยกอดีต ปัจจุบัน และอนาคตออกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่ตัวมันจะมีระบบเวลาเป็นของตัวเอง ซึ่งลักษณะดังกล่าวจะเปลี่ยนพื้นที่บริเวณนั้นให้กลายเป็น ‘อสถานที่’(non-place) ขณะเดียวกันลักษณะของพื้นที่ภายในร้านอะเบาท์สตูดิโอ/อะเบาท์คาเฟ่ ก็ไม่ได้มีลักษณะที่เป็นพื้นที่ปิด ทำให้‘บริบท’(context) ส่งความหมายของความเป็น ‘สถานที่’(place) เชื่อมโยงความหมายให้พื้นที่ภายในและภายนอกนั้นสัมพันธ์กัน ทำให้ตัวมันเองก็มีความเป็น ‘สถานที่’(place) อยู่ด้วย

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+

“คล้ายๆเป็นศิลปะ”(Smell like art)

“ได้รสชาดเหมือนอาหารและเครื่องดื่มปรกติ ให้ความรู้สึกเหมือนโต๊ะบิลเลียดและไม้คิวที่เล่นได้จริง เสียงต่างๆก็เหมือนเสียงดนตรีและเสียงของผู้คนที่พูดคุยกัน สถานที่ดูคล้ายเป็นร้านกาแฟและแกลเลอรี่ มันดู…คล้ายๆเป็น… ศิลปะ“

“นิทรรศการเดี่ยวของ สุรสีห์ กุศลวงศ์ ที่ อะเบาท์สตูดิโอ/อะเบาท์คาเฟ่ เป็นการพยายามที่จะทำให้เกิดความคลุมเครือ(เน้นเข้มโดยผู้เขียน—ผู้เขียน)ระหว่าง พื้นที่เฉพาะที่ใช้สำหรับแสดงงานศิลปะ(art site) และพื้นที่ปรกติทั่วไปที่ไม่ได้กำหนดหรือสร้างขึ้นเพื่อใช้แสดงงานศิลปะ(non-art site) โดยที่สุรสีห์ใช้องค์ประกอบแต่ละส่วนของพื้นที่ทั้งหมดมาเป็นส่วนหนึ่งของงาน ตัวบริบทเป็นคำศัพท์สำคัญในการสร้างความหมายของงานจัดวางชุดนี้ : ตัวอาคาร, บทบาทและหน้าที่ต่างๆ, กิจกรรมที่เกิดขึ้นในสถานที่ตลอดจนสิ่งแวดล้อมทั้งหมดโดยรวม ดูเผินๆแล้ว งานจัดวางชุดนี้ดูเรียบง่าย ไม่มีอะไรซับซ้อน ชิ้นงานประกอบด้วยโต๊ะ(บิลเลียด) พูล 2 โต๊ะที่ใช้เล่นได้จริงวางอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ตัวหนึ่งอยู่ชั้นบน อีกตัวหนึ่งอยู่ชั้นล่าง แผ่นพลาสติกหลากสีวางอยู่ปูอยู่บนโต๊ะในร้านกาแฟ, เฟอร์นิเจอที่ทำจากฟูกที่นอนที่มีลักษณะแบบงานประติมากรรม ถูกวางๆตามที่ต่างเพื่อปรโยชน์ใช้สอยสร้างความสบายให้กับผู้ที่เข้ามาในสถานที่, รูปทรงเราขาคณิตที่เขียนเป็นงานแบบนามธรรมบนกำแพงทั้งหมดของชั้นล่างรวมทั้งในห้องน้ำ”

พื้นที่ที่สุรสีห์สื่อสารให้คนดูนั้นเรียบง่ายและแสนที่จะคลุมเครือในความหมาย เขานำสิ่งใกล้ตัวมาสื่อสารและตั้งคำถามกับพื้นที่และคนดูที่เข้ามามีส่วนร่วมในพื้นที่ โดยพยายาม รวมพื้นที่ทางศิลปะ/พื้นที่ทางสังคม เข้าด้วยกัน นอกจากเขาจะใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์แล้วเขายังใช้ความคลุมเครือในพื้นที่เดิมที่มีอยู่เป็นประเด็นหลักในการทำงานชิ้นนี้ของเขา ซึ่งในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่าถ้าคนไม่รู้ว่านี่เป็นงานศิลปะงานชิ้นนี้จะกลายเป็น ‘สถานที่’(place) เนื่องจากวัตถุที่เข้ามาติดตั้งนั้นเปลี่ยนแปลงความหมายของพื้นที่เดิมน้อยมาก จุดที่น่าสนใจในพื้นที่แห่งนี้อยู่ที่ให้โอกาสคนดูได้เข้ามามีโอกาสเปลี่ยนความหมายของพื้นที่ตรงนี้ด้วยตนเอง เพียงแต่คุณบอกตัวเองให้ได้ว่านีสิ่งนี้คืองานศิลปะ หรือว่ามัน คล้ายๆว่า….จะเป็นเท่านั้นเพราะมีศิลปินกำลังให้ความหมายว่ามันเป็นอยู่ ในแง่ของความหมายในการเป็น ‘อสถานที่’(non-place) ของพื้นที่นั้นในสถานการณ์นี้นั้ผู้เขียนมีความรู้สึกว่าตราบใดที่มันยังให้ความรู้สึกที่เป็นร้านกาแฟนั้น มันก็ยังเป็น ‘สถานที่’(place) แต่เมื่อพื้นที่ร้านมันเป็นงานศิลปะทั้งหมดถึงเวลานั้นพื้นที่แห่งนี้ก็จะมีสภาพเป็น ‘heterotopia’หรือ ‘อสถานที่’ (non-place) ไปโดยปริยายเนื่องจากสถานที่ที่เราเรียกมันว่า“คล้ายๆเป็นศิลปะ”(Smell like art) จะกลายเป็นพื้นที่ถูกกำหนดขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ไม่มีสถานที่จริงในโลก หรือในแผนที่(the heterotopia without geographical markers) ดังนั้น “ผู้ที่ดูงานจะถูกกระตุ้นให้ตอบโต้กับ “งาน” และบริบทของชิ้นงานนั้นๆ (ร้านกาแฟ/แกลเลอรี่, โต๊ะพูล/การแทงลูกพูล, โต๊ะพูล/งานศิลปะ) ตัวแปรและการเปลี่ยนแปลงต่างๆของพื้นที่เป็นอย่างไร เมื่อถูกมองอย่างเชื่อมโยงงกับมุมมองและทัศนะคติที่ผู้มองมีต่อสิ่งถูกมอง และถ้าสิ่งที่เป็นเครื่องบ่งชี้ยังคงลักษณะอยู่เช่นเดิม ความหมายของพื้นที่จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่” สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่ที่ประสบการณ์ของผู้เข้าชมที่เกิดจากพื้นที่นั้นๆเป็นจึงเป็นปัจจัยสำคัญ

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-ทฤษฎีไร้ระเบียบ(Introducing Chaos)--Ziauddin Sardar แปลโดย เมธาวี เลิศรัตนา

Books read:
-

Tuesday, October 17, 2006

Architecture of the Jumping Universe

2006-10-16
สถาปัตยกรรมแห่งจักรวาลก้าวกระโดด
หัวข้อถกเถียง : Complexity Science กำลังเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมอย่างไร

ในปี 1995 ชาร์ล เจนค์ (Charles Jencks) นักวิชาการทางสถาปัตยกรรมเขียนหนังสือ เล่มนี้ขึ้นมาภายหลังงานประชุมสัมนาที่เขาได้จัดร่วมกับ Jeffrey Kipnis ในหัวข้อ Complexity Theory และสถาปัตยกรรม ที่ AA--Architectural Association ใน ประเทศอังกฤษ หนังสือเล่มนี้ (อาจจะ) พูดได้ว่าเป็นถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการถึงอิทธิพลของวิทยาศาสตร์แบบใหม่ที่มีต่อมโนทัศน์ทางสถาปัตยกรรม เหมือนกับที่อิทธิพลทางวิทยาศาสตร์คลาสสิคของนิวตันนั้นมีผลต่อแนวความคิดของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในยุคอุตสาหกรรม เฟื่องฟูในตอนต้นศตวรรษ

เนื้อภายในหนังสือแบ่งออกเป็น สามภาค โดยภาคแรกเป็นการเปรียบเทียบถึงแนวคิด Simplicity อันเป็นหัวใจสำคัญของ Modernism กับ Complexity ซึ่งเป็นประเด็นหลักของ Post-Modernism ในภาคที่สองนั้น เป็นการอธิบายถึงความเป็นไปได้ที่จะนำเอาแนวคิดและทฤษฎี ตลอดจนวิธีการใน Complexity Science มาใช้ในการออกแบบสถาปัตยกรรมร่วมสมัย และภาคสุดท้าย เป็นการแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นซึ่ง Charles Jencks เรียกงานสถาปัตยกรรมในแนวทางนี้ว่า Cosmogenic Architecture หรืองานสถาปัตยกรรมที่มีส่วนสัมพันธ์ อ้างอิงและสะท้อนมุมมองของมนุษย์ที่มีต่อจักรวาลและโลกรอบตัว ภายใต้มโนทัศน์ที่เกิดจากวิทยาศาสตร์แบบองค์รวม

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+

บทนำ : The trap and butterfly

Charles Jencks เริ่มต้นด้วยการอธิบายว่าจักรวาลนั้นมีการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด คือจากจุดเริ่มต้นที่เรียกกันว่า Platonic World หรือโลกแห่งแบบของ Plato นั้น (ในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า Singularity) เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ที่เรียกว่า Big Bang ทำให้เกิดพลังงานอย่าง quark หรือ proton ตลอดจนเวลา (time)ขึ้นนั้นถือได้ว่าเป็นการก้าวกระโดดครั้งแรกของจักรวาล ซึ่งถูกเรียกว่ายุคแห่งพลังงาน และเกิดการก้าวกระโดดครั้งที่สองมาสู่ยุคแห่งสสาร เมื่อเริ่มเกิดอะตอม ดวงดาวและดาราจักรต่างๆ เมื่อราวๆสิบเอ็ดพันล้านปีมาแล้ว ไปสู่การก้าวกระโดดครั้งที่สามคือยุคแห่งชีวิต โดยการถือกำเนิดของเซลการแบ่งเพศและความรู้สึก เมื่อสามพันล้านปีก่อน จนมาสู่การก้าวกระโดดครั้งที่สี่ในราวๆหนึ่งแสนปีก่อน เมื่อมีมนุษย์ถือกำเนิดขึ้นบนโลก (homo sapien ) เริ่มรู้จักการใช้ภาษา ศิลปะและเทคโนโลยี (จนกลายเป็น homo cyborg อย่างในทุกวันนี้ ?) Charles Jencks เรียกยุคหลังสุดนี้ว่า ยุคแห่งสำนึก

ความน่าพิศวงของจักรวาลเริ่มคลี่คลายให้เราได้เห็นในยุคนี้ การเปลี่ยนจากพลังงานซึ่งไม่มีรูป ไปสู่สสารที่จับต้องได้ จากสสารที่จับต้องได้แต่ไร้ชีวิตมาสู่สิ่งมีชีวิต และจากสิ่งมีชีวิตกลายเป็นสิ่งที่มีจิตวิญญาน สำนึกรู้ตัว ถึงกระนั้นก็ตามอาจกล่าวได้ว่าเรารู้จักแต่กระบวนการของมัน แต่เรายังไม่สามารถเข้าใจและอธิบายได้ว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดการก้าวกระโดดของจักรวาลในแต่ละครั้ง

จักรวาลทัศน์ที่แสดงให้เห็นนี้ Jencks กล่าวว่าเป็นแนวคิดของมนุษย์ที่มีต่อจักรวาลยุคหลังคริสเตียน (Post-Cristian) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหัวใจหลัก ในทัศนะแม่บทแบบใหม่ของยุคหลังสมัยใหม่ (New Post-Modern Paradigm) ซึ่งก็คือ Complexity Science ที่ประกอบไปด้วย ตัวทฤษฎี Complexity เอง ทฤษฎีไร้ระเบียบ (Chaos Theory) ระบบจัดตั้งตนเอง (self-organization system) และพลวัตรที่ไม่เป็นเชิงเส้น (nonlinear dynamic)

สิ่งเหล่านี้ถือเป็น Cosmogenesis ในทัศนะของ Jencks (หรือเรียกได้ว่าเป็น genesis เล่มใหม่ ซึ่งตัว genesis ดั้งเดิมนั้นหมายถึงคัมภีร์ทางคริสตศาสนาในพระบัญญัติเก่าที่ว่าด้วยกำเนิด มนุษย์และโลก) โดยการให้นิยามจักรวาลเสียใหม่ว่าเป็นสิ่งที่ก่อกำเนิด และปรากฏขึ้นมาอย่างทันทีทันใด (Emergent) ตลอดจนเปลี่ยนแปลงไปมาไม่หยุดนิ่ง อันตรงกันข้ามกับมโนทัศน์เดิมในพระคัมภีร์เก่าและแนวคิดแบบนิวตันในวิชาฟิสิกส์

ซึ่งเป็นผลให้หลักการสุนทรียภาพแบบอื่นๆที่แตกต่างจากหลักสุนทรียภาพแบบเดิม ได้ถือโอกาสก่อตัวขึ้นมาจากมโนทัศน์ข้างต้นและส่งผลกระทบต่อสถาปัตยกรรมในเวลาต่อมา ภาษาของสถาปัตยกรรมร่วมสมัยจึงมีลักษณะเข้าใกล้ธรรมชาติมากขึ้น ตรงกันข้ามกับความเป็นเครื่องจักรในยุคสมัยใหม่ ลักษณะดังกล่าวสะท้อนให้เห็นในการใช้ วิธีบิดหมุน (Twist) การพับ (Fold) ละลอกคลื่น (Undulation) หรือแม้แต่ รูปทรงของผลึก (Crystalline Form) ตลอดจนระนาบต่างๆที่แตกหัก (Fractured Planes) ในการออกแบบเป็นต้น

มุมมองที่เปลี่ยนไปนี้สามารถสังเกตได้ในปัจจุบัน เช่นเครื่องจักรกลมีแนวโน้มที่คล้ายคลึงสิ่งมีชีวิตมากขึ้นมีการวิวัฒนาการไปพร้อมกับมนุษย์หรือล้ำหน้ากว่า อย่างเช่น Cyborg หรือการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ในวงการวิทยาศาสตร์และปรัชญา ในงานเขียนซึ่งส่งอิทธิพลต่อทัศนแม่บทของ Ilya Prigogine, Freeman Dyson, Paul Devies, Murray Gell-Man และกลุ่มนักคิดจาก Santa Fe Institute ซึ่งกลายเป็นหนังสือขายดีในเวลาต่อมา การเผยแพร่แนวคิดดังกล่าวเริ่มจากจุดเล็กๆก่อนแพร่กระจายไปในวงกว้าง คล้ายกับปรากฏการณ์ผลกระทบผีเสื้อ (Butterfly Effect) ซึ่งเงื่อนไขในปัจจัยเล็กๆน้อยๆสามารถส่งผลกระทบออกไปอย่างกว้างขวางในภายหลัง

การที่ Jencks ใช้คำเปรียบเปรยถึงกับดักและผีเสื้อ ก็เพื่อจะอธิบายถึงมโนทัศน์แบบจักรกลนิยมปะทะกับมโนทัศน์ใหม่ กับดักคือตัวแทนของแนวคิดแบบ Determinism ซึ่งตรงกันข้ามกับ Free Will เป็นตัวแทนของความตายที่ตรงกันข้ามกับชีวิต และเป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ตรงกันข้ามกับการออกแบบในแนวทาง Organic ในขณะเดียวกันเราจะพบว่าผีเสื้อคือตัวแทนของความบอบบาง และความงามในยามเมื่อมันกระพือปีก ตลอดจนเสรีภาพ ความพยายามใช้กับดักกับผีเสื้อก็คือลักษณะของแนวคิดในยุคสมัยใหม่นั่นเอง ซึ่งในตอนนั้นกับดักหรือตัวแทนของอารยธรรมแบบเครื่องจักรกลเป็นฝ่ายชนะแต่ก็ได้ทำลายความเป็นผีเสื้อลงไปด้วย

ความคิดที่ว่าจะเข้าใจผีเสื้อโดยการควบคุมเป็นสิ่งที่คล้ายกับความเพียรพยายามเข้าควบคุมธรรมชาติของมนุษย์ แต่สำหรับผีเสื้อแล้วตรรกะไม่สามารถอธิบายได้ ไม่สามารถลดทอน หรือทำให้เรียบง่าย เพราะในวิทยาศาสตร์แบบ Complexity ถือว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดา มีการจัดตั้งตนเอง สร้างสรรค์ และเปลี่ยนรูปเช่นเดียวกับผีเสื้อที่แปลงร่างมาจากดักแด้ ซึ่งในแต่ละขั้นตอนนั้นไม่อาจคาดคะเนได้

เมื่อมาถึงตรงจุดนี้ Jencks จึงใช้คำว่า Form Follows World View หรือรูปทรงเป็นไปตามโลกทัศน์ ซึ่งอาจอธิบายได้ว่า การที่สถาปนิกแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของมนุษย์หรือสะท้อนอุดมคติ ตลอดจนความหมายของยุคสมัยลงไปในงานสถาปัตยกรรมนั้นย่อมยืนอยู่บนโลกทัศน์แบบใดแบบหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เมื่อโลกทัศน์ของมนุษย์เปลี่ยนรูปทรงของงานสถาปัตยกรรมจึงเกิดความเปลี่ยนแปลงไปตามนั้นด้วย

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+

Simplicity and Complexity

ความซับซ้อนนั้นเกิดจากความต้องการที่ตรงกันข้ามกับความเรียบง่ายและความแตกต่างในภาษาทางสถาปัตยกรรม ในแง่นี้ Jencks ต้องการโจมตีสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในแง่ที่พยายามลดทอนสิ่งต่างๆให้ไปสู่ความเรียบง่ายจนเกินไป สถาปัตยกรรมแตกต่างจากศิลปะแขนงอื่นตรงที่มันกินพื้นที่และเวลา ดังนั้นมันจึงมีปัญหาในการเลือกรูปแบบและเนื้อหาเข้ามาเกี่ยวข้อง และประเด็นดังกล่าวสามารถเป็นปรอทวัดสถานภาพของวัฒนธรรมได้ นี่คือการตั้งคำถามถึงอำนาจและขอบเขตของสถาปัตยกรรม ซึ่งไม่ใช่ความคิดในทำนองที่ว่าสถาปนิกนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ อย่างในช่วงศตวรรษที่ 20 ถึงกระนั้นก็ตาม Jencks ยังคิดว่าการออกแบบอาคารหลังหนึ่งนั้นอยู่ในข่ายอำนาจสถาปนิก และสามารถสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ที่มีอยู่ ด้วยการสะท้อนให้เห็นหรือจินตนาการถึงความเป็นจริงของจักรวาล มนุษย์ไม่ใช่เครื่องวัดสรรพสิ่งอีกต่อไป แต่จักรวาลต่างหากที่เป็นเครื่องวัด

การนำเอาคุณลักษณะของจักรวาลเข้ามาร่วมในภาษาในการออกแบบสถาปัตยกรรมเป็นปัญหาอย่างหนึ่ง เพราะโดยพื้นฐานแล้วจักรวาลมีลักษณะเปิด มีพลวัตรอย่างน่าประหลาดใจ และไม่สงบนิ่ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เคยถูกปฏิเสธไปในยุคสมัยใหม่ จนกระทั่ง Complexity Science กลับไปค้นพบมันอีกครั้ง โดยแท้จริงแล้วการก้าวกระโดดแต่ละครั้งของจักรวาลเกิดขึ้นอย่างคาดเดาไม่ได้ และนั่นจึงทำให้เกิดสิ่งพิเศษหรือบังเกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาใหม่ (อย่างเช่นการเปลี่ยนจากพลังงานเป็นสสาร) ในระหว่างช่องว่างของการก้าวความเป็นไปได้ที่เปิดกว้างทำให้เกิดการสร้างสรรค์ และการจัดระเบียบตนเองขึ้นมาใหม่

ในระดับเมืองก็ประสบปัญหาเช่นกันเพราะตัวเมืองเองก็คือปัญหาการจัดองค์กรที่ซับซ้อน ไม่ใช่ปัญหาการจัดโซนตามหน้าที่การใช้งาน หรือแบ่งเป็นห้าส่วน (ส่วนอยู่อาศัย, ทำงาน, ทางสัญจร, พักผ่อน และส่วนของรัฐ) อย่างที่เมืองในยุคสมัยใหม่เป็น ด้วยเหตุนี้ Complexity Science จึงมีส่วนสำคัญในการจัดการความซับซ้อนเหล่านี้โดยไม่ลดทอนมันลงมา ในที่นี้ Jencks แนะนำให้เปลี่ยนทัศนคติแบบนาฬิกาไปเป็นเมฆ ซึ่งเป็นกระบวนการปฏิวัติทางความคิดแบบหนึ่งจากสุนทรียภาพแบบเครื่องจักรที่เป็นระเบียบ แน่นอน ไปสู่สุนทรียภาพแบบธรรมชาติที่ไร้รูปลักษณ์อย่างชัดเจน มีลักษณะเปลี่ยนแปลงอย่างไม่อาจคาดเดา

โดยแท้ที่จริง ความเป็น Complexity เองนั้นไม่ใช่ความไร้ระเบียบอย่างสิ้นเชิงแต่หมายถึงขอบของความไร้ระเบียบ (edge of chaos) ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ระหว่างความมีระเบียบและไร้ระเบียบนั่นเอง

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+

In which language shall we build?

Self-similarity(fractals) and Strange attractors
อย่างที่ได้เกริ่นนำไปในส่วนแรก ในเรื่องโลกทัศน์ใหม่ของเราในเรื่องความเข้าใจในเรื่องวิทยาศาสตร์สมัยใหม่(new scientific paradigm) ทำให้เราเริ่มเห็นข้อจำกัดของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่(modern architectecture)ที่พยายามลดทอนทุกสิ่งสู่ความเรียบง่าย ซึ่งทำให้มองข้ามความจำเป็นในการที่จะสร้างงานสถาปัตยกรรมซึ่งตอบรับความสลับซับซ้อนที่มีอยู่จริงในชีวิตของเรา ซึ่งทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า “แล้วงานสถาปัตยกรรมแบบไหนที่สามารถตอบรับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้?” ซึ่ง Charles Jencks ได้นำเสนอภาษาสถาปัตยกรรมแบบใหม่ที่เรียกว่า “Emergent languages” ซึ่งตัวเขาเองได้แรงบันดาลใจมาจาก Complexity and Chaos theories ในวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

หนึ่งใน “Emergent languages” ที่ Charles Jencks ได้นำเสนอก็คือ ความคิดในเรื่อง ‘fractals’ ซึ่งสามารถพบเห็นทั่วไปในธรรมชาติ คือการซ้ำกันของสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่นั้นจะคล้ายกับสิ่งเริ่มต้น(similitude)ซึ่งการซ้ำกันของมันจะไม่เหมือนกับสิ่งที่เป็นต้นแบบ ยกตัวอย่างเช่น ก้อนเมฆ ใบไม้ และเส้นฝั่งทะเล ฯลฯ ซึ่งจะเห็นได้ว่าแม้ก้อนเมฆจะดูคล้ายกันแต่จะไม่มีก้อนเมฆก้อนไหนเลยที่มีลักษณที่เหมือนกันทุกประการ

เพื่อให้เราได้มองเห็นภาพชัดเจน Charles Jencks ได้ยกตัวอย่างงานออกแบบของ Bruce Goff คือ ‘Price House’ ซึ่งรูปแบบที่เกิดขึ้นของรูปร่างบ้านหลังนี้ เป็นการ Self-similar รูปทรงเรขาคณิต สามเหลี่ยมและหกเหลี่ยม ทั้งในระดับโครงสร้างของอาคารจนถึงรายละเอียดการตกแต่งภายในของอาคาร โดยใชัมุม 60 องศา เป็นจุดอ้างอิงเพื่อเพิ่ม(multiplication) และ แบ่งย่อย(subdivision) องค์ประกอบต่างๆในอาคารไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปทรง(form) และวัสดุ(materials)ต่างๆที่ใช้

Nonlinearity
ในวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์เก่า(newton Paradigm)นั้น มีมุมมองต่อจักรวาลในลักษณะที่เราเรียกว่า‘Linear mecchanics’ (straight-line determinism) คือ ในวิทยาศาสตร์แบบนิวตันนี้ มองพัฒนาการของจักรวาลของในลักษณะที่เป็นเชิงเส้นตรงและมีพัฒนาการในลักษณะสม่ำเสมอและแน่นอน ซึ่งทำให้นักฟิสิกส์และนักคณิตศาสตร์สามารถคาดการณ์สิ่งต่างๆได้ล่วงหน้า และสามารถอธิบายปรากฏการณ์รวมทั้งจับสาระสำคัญในรูปแบบของพฤติกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในจักรวาลได้ ซึ่งวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่นั้น (new scientific paradigm) มีสมมติฐานใหม่ในลักษณะที่ตรงกันข้ามกับความเชื่อเดิม คือเชื่อว่าวิวัตน์นาการของจักรวาลหรือลักษณะปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินั้น มีลักณะที่เป็น ‘Nonlinearity’ คือเป็นการพัตนาแบบที่ไม่เป็นเส้นตรงและไม่มีความต่อเนื่องกัน ซึ่ง Charles Jencks เชื่อว่าถ้าสมมติฐานนี้เป็นจริง งานออแบบสถาปัตยกรรมก็น่าที่จะต้องสะท้อนความจริงใหม่นี้

An Architecture of waves and twists
ทำไมเราต้องให้ความสำคัญกับงานสถาปัตยกรรมที่มีรูปทรงเป็นคลื่น(undulating form)? บางส่วนของคำตอบเราอาจค้นพบได้ในการเคลื่อนไหวเป็นคลื่นในลักษณะที่เป็น Nonlinearity ซึ่งเป็นส่วนสำคัญและปรากฎอยู่ทุกหนทุกแห่งในธรรมชาติของสรรพสิ่งในระดับพื้นฐานในทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์(quantum physics) ซึ่งเชื่อว่าในส่วนประกอบย่อยของสรรพสิ่งตัวมันเองเป็นทั้งคลื่น(wave)และอนุภาค(particle) ซึ่งของทุกสิ่งๆในโลกรวมทั้งมนุษย์เราก็ประกอบด้วยส่วนประกอบย่อยเหล่านี้ทั้งสิ้น ซึ่งการเปลี่ยนกลับไปกับมาระหว่างความเป็นคลื่นและอนุภาคนั้นเป็นไปด้วยกความกลมกลืนและต่อเนื่องกัน ซึ่ง Charles Jencks คิดว่าในการออกแบบงานสถาปัตยกรรมเราควรออกถึงแนวคิดเหล่านี้ เพื่อให้เราเห็นภาพเขาได้ยกตัวงานงานของเขาชิ้นหนึ่งในสก็อตแลนด์ คือ Soliton Gates ซึ่งเขาใช้แนวความคิดในเรื่อง waves and twists ในการออกแบบ


Folding – Catastrophe and Continuity
ใน Catastrophe Theory ของ Rene Thom ได้พูดถึงช่วงเปลี่ยนผ่าน(phase transitions) ซึ่งเราสามารถพบเห็นได้ทั่วๆไปตามธรรมชาติ คือ ช่วงที่น้ำจะกลายเป็นน้ำแข็งที่อุณหภูมิศูนย์องศา หรือ ช่วงที่น้ำร้อนจะกลายเป็นไอในอุณหภูมิหนึ่งร้อยองศา ซึ่งช่วงเปลี่ยนผ่านนั้นจะเกิดขึ้นตอนที่ระบบใดก็ตามนั้นถึงจุดที่ห่างไกลจากจุดสมดุล(far from equilibrium) โดยการเพิ่มความร้อน พลังงาน หรือ ข้อมูลบางอย่างเข้าไปในระบบ ทำให้ระบบไม่สามารถพัฒนาเป็นเส้นตรง เกิดการกวัดแกว่งและไร้ระเบียบ จนมันเองขยายตัวจนพัฒนาไปสู่ระบบที่เป็นพลวัตใหม่ ซึ่งต่างจากระบบที่หยุดนิ่งในตอนแรก ซึ่งในงานสถาปัตยกรรม เราสามารถแสดงถึงจุดเปลี่ยนผ่าน(phase transitions) ได้โดยการพับ(fold)และ บิด(twist) เพื่อที่จะผสานองค์ประกอบต่างๆของสถาปัตยกรรมเข้าหากัน

Charles Jencks ได้พยายามอธิบายการ ‘Fold’ ในงานสถาปัตยกรรม โดยยกตัวอย่างงานของ Zaha Hadid ที่ชนะการประกวดแบบในโครงการ The Cardiff Bay House ในประเทศเวลส์ ซึ่งในโครงการนี้ส่วนประกอบต่างๆที่เป็นส่วน service นั้นอยู่ล้อมรอบ ส่วนที่เป็น auditorium ที่อยู่ภายใน โดยมีลักษณะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมซึ่งคลุมถนนด้านหน้าโครงการทำให้เกิดพลาซ่าซึ่งเป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะ(semi-public)เกิดขึ้นภายในและเปิดพื้นที่เหล่านี้ออกไปสู่ทะเล ซึ่งตัวอาคารจะบิดออกจากทิศทางเดิมของอาคาร ทำให้เกิดลักษณะของพื้นที่ ที่เป็นลักษณะ Semi-protect และเป็น Open landscape ที่สมบูรณ์ และพยายามสร้างความเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กันของพื้นที่ในโครงการ ทั้งในระนาบของผังพื้นและรูปตัดของ auditorium ซึ่งทำให้เกิดการเชื่อมโยงที่เป็นเอกภาพ ซึ่งความแตกต่างของพื้นที่ในโครงการถูกห้อมล้อมด้วยความต่อเนื่อง


Sudden Emergence – Phase Transition
The Sudden emergence นั้นเป็นการปรากฏขึ้นขององค์กรใหม่ ซึ่งไม่สามารถทำนายหรือกำหนดคาดการณ์ใดๆได้ล่วงหน้าซี่งปรากฏการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งในทฤษฎี Complexity Theory ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถอธิบายถึงพลังและความอัศจรรย์ที่อยู่เบื้องหลังมันได้ ดังที่เราพูดถึงจุดเปลี่ยนผ่าน(phase transitions) Sudden emergence คือ ช่วงเวลาระหว่างของการก้าวกระโดดจากสถานะหนึ่งไปยังอีกสถานะหนึ่ง ซึ่ง Charles Jencks ได้ยกตัวอย่างเพื่ออธิบาย เช่น ช่วงเปลี่ยนผ่านของน้ำแข็ง/น้ำ/ไอน้ำ หรือ การเปลี่ยนผ่านระหว่างยุคโกธิคไปยังยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ และการเปลี่ยนแปลงสปีชีส์ในยุคดึกดำบรรพ์จาก Triassic เป็น Jurasic เป็นต้น ซึ่งการก้าวกระโดดอย่างฉับพลันนั้นพบเห็นได้ทั่วไปในทุกๆส่วนที่อยู่ในธรรมชาติ ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับระบบการจัดองค์กรตัวเองของธรรมชาติ(Self-Oganization) ซึ่งแนวความคิดนี้สามารถนำมาอธิบายปรากฎการณ์ต่างๆที่เกิดในสังคมได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นหรือ การพัฒนาของประวัติศาสตร์ในด้านต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลก
ในวงการสถาปัตยกรรมนั้น Daniel Libeskind พยายามสร้างสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘emergent social order’ ในงานสถาปัตยกรรมในโครงการต่อเติม Jewish Museum เข้ากับ German Museum ซึ่งเป็นอาคารในกรุงเบอลิน ซึ่งโครงการนี้ออกแบบโดยการใช้ข้อมูลจริงที่เกิดขึ้นในอดีตคือการทำลายล้างและเนรเทศชาวยิวจากกรุงเบอลิน รูปแบบของงานสถาปัตยกรรม เป็นลักษณะ dual-national building และมีลักษณะของโครงสร้างที่เคลื่อนไหวไปมา คือถ้ามองจากผังอาคารและรายละเอียดต่างๆจะเห็นว่ามีลักษณะซิกแซกไปมา มีรูปทรงคล้ายกระดูก และเกิดการกระโดดไปมาของทิศทางต่างๆภายในอาคาร ซึ่งองค์ประกอบต่างๆเหล่านี้สามารถสะท้อนภาพของแนวความคิดในเรื่อง Complexity Theory ได้อย่างชัดเจน

Oganizational Depth
ในความคิดของ Charles Jencks งานสถาปัตยกรรมควรสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรม(cultural pluralism) ที่เกิดขึ้นในสังคม โดยยกตัวอย่างงานออกแบบ Frank Gehry ในการออกแบบอาคารสำนักงาน Chiat/Day/Mojo Office ที่เมือง Vanice ใน California ซึ่งมีแนวความคิดในการรวมความขัดแย้งต่างๆในภาษาของสถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นในโครงการ เช่น high/low, figulative/industrial, classical/pop นำมาจับวางคู่กันเป็นองค์ประกอบของอาคาร การทำให้เกิดความลึกล้ำของความของหมาย ในแง่ที่สามารถรองรับความหลากหลายของกลุ่มคนในสังคมในการตีความความหมายของอาคาร ซึ่งด้านหน้าของอาคารประกอบด้วยที่จอดรถและกล้องส่องทางไกลซึ่งคือจุดเด่นที่เป็น pop-logo เพื่อโฆษณาความเป็นองค์กร/บริษัทของอาคาร และทางด้านซ้ายรูปทรงอาคารที่จินตนการไปถึงเรือที่ทันสมัย เพื่อแสดงออกถึงประโยชน์ใช้สอยที่เป็นสถานที่ทำงานภายในอาคาร ซึ่งอยู่ใกล้กับมหาสมุทรแปซิฟิก และทางด้านขวารูปด้านอาคารมีลักษณะเหมือนต้นไม้ซึ่งใช้ทองแดงในการตกแต่งผิว การตกแต่งภายในสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลา ซึ่งสื่อถึงความเก่าและใหม่ในเวลเดียวกัน ซึ่งองค์ประกอบต่างๆเหล่านี้เป็นตัวสร้างความกำกวม(Ambiguity) ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนว่าเป็นอาคารชนิดไหน ซึ่ง Charles Jencks เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภาษาของความคิดหลังสมัยใหม่(post-modern) ซึ่งเขาเรียกมันว่า ‘The Carnivalesque’

Superposition – Can one build-in time?
ในช่วงปี 1980s นั้นมีสถาปนิกที่ชื่อ Bernard Tschumi ใด้เสนอความคิดเห็นของเขาเกี่ยวกับความคิดเรื่อง ‘superimposition’ คือการออกแบบโดยสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘The aesthetic of layering, ambiguity, transparency and juxaposition’ ในงานสถาปัตยกรรม ซึ่งความคิดเหล่านี้ก็ปรากฎในงานประกวดแบบโครงการ Parc de la Villette กรุงปรารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเขาพยายายามสร้างงานสถาปัตยกรรมที่ไม่สามารถตัดสินได้(undecidable) และเกิดความหลากหลาย โดยการ disintegration เพื่อต่อต้านความเป็น totality ในงานสถาปัตยกรรมเพื่อสร้างความหลากหลายในงานสถาปัตยกรรม ซึ่งในโครงการเดียวกันนี้ Rem Koolhaas ได้เสนอสิ่งที่เรียกว่า ‘five ingredients’ คือการซ้อน 5 ระบบที่ต่างกันลงบนพื้นที่เดียวกัน คือ 1) lateral ‘band’ of planting and activity, 2) a sprinkling of randomized small elements call ‘confetti’ 3) the large elements of the existing site and program 4) Circulation 5) connecting layers ซึ่งแนวความคิดนี้ทำให้เกิดแถบของโปรแกรมต่างๆในโครงการซ้อนกัน ทำให้เกิดความหลายขึ้นในระบบ เกิดเป็นรูปแบบที่ซับซ้อน(Complex order) ซึ่งจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘nonlinear dinamic’ จากความซับซ้อนที่อยู่ภายในโครงการเอง

สรุปและเรียบเรียงโดย
พุทธิชาติ วาณิชทัตต์ และ วิชิต หอยิ่งสวัสดิ์

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+

Architecture of the Jumping Universe
A Polemic : How Complexity Science Is Changing Architecture and Culture
Charles Jencks
ISBN : 1854904868
+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Books read:
-Architecture in Transition: Between Deconstruction and New Modernism--Edited by Peter Noever
-Art4D Number 150--September 2006