Showing posts with label Film. Show all posts
Showing posts with label Film. Show all posts

Saturday, August 11, 2007

Assembling

Mapping of Difference in Lighting Density through Time
2007-o8-11



"What happens when the sensori-motor schema breaks
down and perception no longer result in action?"




Traditional editing in film or typical architectural animation entail piecing together shots in a linear, casual sequence to describe sensori-motor connections between seemingly chronological events. This give us an indirect image of time as a consequence of movement in space rather than as a transformation of the open whole. Memory, however, complicates framing, shooting, and assembling because it enters into the process of selecting from the open whole. It problematizes both description and narration and can even cause us to question what is true. When we cannot act on what we are feeling, sonic and optical images emerge that break our habitual sensori-motor schema. These images initiate a process that engages, not perception, which occurs in space, but memory which occurs in time, leading us to a direct crystal image of time. Thus, breaks in the sensori-motor schema, by dissolving boundaries of linear thinking, create an opportunity for new experiences and thoughts to emerge that lead the way to an architecture of “newness”



+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
หมายเหตุ-หนังสั้นๆ ด้านบนเป็นหนังที่เราทำตอนต้นปี เพื่อส่งศาสตราจารย์ไบรอัน แมคกัท (Brian McGath)ตอนที่(แอบลาพักร้อนโดดงาน)ไปทำเวิร์คชอบกับแกที่จุฬา อ.ไบรอัน เป็นอาจารย์สอนสถาปัตย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่นิวยอร์ค แกกำลังศึกษาและพยายามพัฒนานำเทคนิคทางภาพยนต์มาใช้ในกระบวนการออกแบบสถาปัตยกรรม อาจารย์แกสนใจปรัชญาของ Gilles Deleuze โดยเฉพาะเล่มที่เกี่ยวกับหนัง-Cinema 1,2 (เราว่าปรัชญาของ Deleuze มีกลิ่นของพุทธศาสนา แล้วก็พวกเซนอยู่เยอะมาก) สำหรับเราสิ่งที่เราได้จากการทำเวิร์คช๊อบในครั้งนั้น(วรรคนี้อ่านแล้วดูเป็นราชการมากๆ^_^)มันได้สร้างช่วงเวลาที่ทำให้เราได้ย้อนกลับมาสนใจในผัสสะในการรับรู้สิ่งต่างๆของตัวเอง รับรู้ถึงคุณสมบัติพิเศษและข้อจำกัดของเครื่องมือที่เราใช้(ซึ่งในที่นี้ก็คือกล้อง) ใครว่าการทำสมาธิจะต้องทำได้แค่การนั่งขัดสมาธิแล้วก็หลับ(ตา) บางทีนี่อาจจะเป็นการฝึกสมาธิด้วยกล้องถ่ายรูปหรือกล้องถ่ายหนัง ก็ได้นะใครจะรู้ ^_^

เออไม่ต้องซีเรียสนะถ้าดูหนังข้างบนแล้วไม่รู้เรื่องอ่ะ เพราะความจริงแล้วมันก็ไม่ได้มีเรื่อง(เล่า)ให้ต้องรู้อะไรมากมาย เพียงแค่ดูแล้วรู้สึกอะไรบ้างก็น่าจะโอฯแล้ว ^_^

ปล. ถ้าหนังด้านบนที่ลงไว้ดูไม่ได้ให้ลองเข้าตรงเลยไปที่
http://profile.imeem.com/aWbS6k/video/n6FnFCdp/mapping_of_difference_in_lighting_density_through_time/

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-The Narrow Road to Oku--Matsuo Basho(Translated by Donald Keene)

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+

44%How Addicted to Blogging Are You?

Mingle2 - Dating Site

Thursday, February 15, 2007

A Certain Feel

2007-02-15


Michelangelo Antonioni (1912-2007)



"คุณเงียบขรึมยังงี้ตลอดเลยเหรอ? เพราะอะไร?"
"ฉันไม่มีอะไรจะพูด"
"ทั้งๆ ที่มีสิ่งที่อยู่รอบตัวเราเยอะแยะ?"

(เธอไม่มองเขาเลย ไม่ต้องการหลักประกันใดๆ จากเขา ความมั่นคงไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ ความเย็นชาที่คล้อยไปทางเมินเฉย ราวกับจะแผ่ซ่านในตัวเธอ เป็นความสงบซึ่งแผ่ซ่านอยู่ในอากาศรอบตัวเธอและท้องถนน)

"ผมเคยอ่านเจอประโยคนี้ในหนังสือ "หากแม้นต้นเชอรี่กัดกินผลของตัวเองได้" คุณคือต้นเชอรี่ที่กัดกินผลของตัวเอง"
"ฉันว่าการจะเป็นสุข เราควรขจัดความคิดส่วนตน"

(ผมไม่ชอบการบำเพ็ญทุกรกิริยา ผมสนใจแต่ความไม่สมเหตุสมผล ผมเชื่อว่าเหตุผลตัวเดียวย่อมอธิบายความเป็นจริงไม่ได้)

"ฉันจะหนีไป"
"หนีไปไหน?"
"หนีจากร่างของตัวเอง"

(เขาต่างหากที่ทำให้เธอละจากทุกสิ่ง เธอได้รับรู้ถึงความสุข มิใช่สิ นั่นเป็นความรู้สึกส่วนตัวของเธอมากกว่า เพราะความสุขมันไม่จีรังยั่งยืน ส่วนความรู้สึกเช่นนี้จะยืนยงตลอดไป ผมชอบเมืองนี้มาก มันชื้นแฉะ ผมชอบสีสัน กับซุ่มเสียงไพเราะ ที่อ้อยอิ่งอยู่ในหู เมืองที่เอ่ยอะไรที่ใครคงไม่เข้าใจในทีแรก คำเหล่านี้แทนความลึกลับ อีกทั้งซุ่มเสียงจากผืนดิน ยังเกื้อหนุนอีกต่างหาก น้ำพุก็เอ่ยอะไรที่เราไม่เข้าใจเช่นกัน มันใกล้เคียงกับบทสนทนาระหว่างคนสองคนนี้มาก แล้วพอเรารู้เรื่องที่น่าตกใจในท้ายที่สุด สิ่งที่หญิงสาวตั้งใจจะทำ ในวินาทีนั้นเราย่อมจะเข้าใจท่วงทำนองจากน้ำพุและความหมายของมันเช่นกัน)

"เหมือนดอกไม้"
"จริงด้วย"
"สวยดี"
"ผมไม่ชอบดอกไม้"
"ชอบน่ะชอบ แต่มันทำให้ผมเศร้า มันสวยก็จริง แต่สวยอยู่สองวัน เหี่ยวเฉาแล้วก็ถูกทิ้ง คนญี่ปุ่นไม่ชอบปลูกไม้ดอก เพราะจะได้ไม่ต้องทนเห็นมันเหี่ยวเฉาในบ้านของตัวเอง คุณยิ้มทำไม?"
"คุณกลัวตายหรือเปล่า?"
"จะว่ากลัวก็ไม่เชิง"
"ฉันกลัวชีวิต"
"อายุแค่นี้กลัวชีวิต? ไร้สาระ"
"ชีวิตที่ผู้คนดำเนินไป"
"คุณประเมินค่ามันต่ำไป คุณอยากได้อะไรจากชีวิตนัก?"
"ไม่"
"ว่ายังไงนะ? ไม่?"
"ชีวิตเรามีแค่นี้ แค่นี้แหละ"
"เป็นสิ่งเดียวที่เรารู้ว่ามันดำรงอยู่"



(ซุ่มเสียงเป็นเพียงแค่ซุ่มเสียง หาใช่ถ้อยคำ แต่เป็นเสียง มันส่งผลต่อผู้ฟัง มิใช่เพราะสิ่งที่พูด แต่เพราะสิ่งที่มันเป็น หลายปีผ่านไปเราคิดได้แต่เพียงว่า เราครอบครองโลกใบนี้ของเราทั้งใบ แต่เวลานั้นย่อมมาถึงเสมอ เมื่อเราสำนึกได้ว่า เราหาได้ทำอะไรไม่นอกจากจับจ้องมองมัน--โลก ด้วยทัศนะเดิมมาโดยตลอด)

"พรุ่งนี้ผมจะเจอคุณอีกไหม?"


ความทรงจำแด่
Michelangelo Antonioni
(1912-1995)


+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Books bought:
-มิยูกิ เล่ม 1--อาดาจิ มิซึรุ
-คุโรมาตี้ โรงเรียนคนบวม เล่ม 15--Eiji Nonaka
Book read:
-มิยูกิ เล่ม 1--อาดาจิ มิซึรุ

Saturday, January 13, 2007

Blog Tag

2007-01-13

สาเหตุอันเนื่องมาจาก
http://theaestheticsofloneliness.blogspot.com/2007/01/blog-tag.html

ที่ส่งต่อมาโดยพี่อ๋อง ^_^
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เริ่มเลยดีกว่า


+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+

1.เกี่ยวกับจักรยาน--สมัยเด็กๆ (ตอนนั้นน่าจะประมาณป.3) ตอนที่กำลังเห่อจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ ที่แม่ซื้อให้ ปั่นไปไหนต่อไหนกับเพื่อนๆ และรุ่นพี่ที่อยู่ในซอยเดียวกันตลอดทั้งวันในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ด้วยความฮึกเฮิมทะเยอทะยานอยากเดินทางไกล ของแก๊งค์เรา(มีประมาณ 6-8 คน มีผมในตอนนั้นที่อายุน้อยที่สุดในแก๊ง คนที่อายุมากที่สุดอยู่ชั้นมอสี่) เกิดไอเดียว่าเราน่าจะปั่นจักรยานไปเที่ยวทะเลกัน(ปั่นจากแถวๆ เอกมัยไปบางแสน) น่าสนุกๆ ผมรีบปั่นจักรยานไปบอกแม่เกี่ยวกับไอเดียที่ว่านี้ แต่แม่ไม่อนุญาต "บ้าหรือมันไม่ได้ใกล้ๆนะ" แม่ผมพูดอย่างนั้น(แม่ผมพูดถูก มันไม่ได้ใกล้ๆจริงๆ) ทริปนี้เลยมีผมคนเดียวที่ไม่ได้ไป สองวันต่อมาพอชาวแก๊งกลับมา ด้วยสภาพผิวที่ดำคล้ำเพราะตากแดด พร้อมกับเรื่องเล่าสนุกสนานมากมาย เพื่อนเล่าให้ฟังว่าเดินทางตอนเช้าไปถึงบางแสนก็เย็นแล้วนอนค้างที่ริมหาดหนึ่งคืน จากนั้นก็ปั่นกลับมาใช้เวลาสองวันเต็มๆ ทุกวันนี้เวลาที่ผมต้องเดินทางผ่านถนนสายบางนาตราด (เพื่อไปบางแสน--เดี๋ยวนี้เวลาไปบางแสนบางทีเราก็ไม่จำเป็นต้องไปเส้นนี้แล้ว) ผมมักคิดถึงเรื่องราวในทริปนั้นของเพื่อนๆ ด้วยความรู้สึกทึ่งว่าพวกมันทำกันได้ยังไงว่ะ--ถึงแม้ว่าตอนนี้จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อรถจักรยานยังไม่เคยหมดไป เพราะรู้สึกว่ามันเป็นยานพาหนะที่เรียบง่าย สมถะ แล้วก็ไม่ค่อยเป็นพิษเป็นภัยกับโลกดี (ตนนั้นแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ^_^)


ภาพของคุณลุงที่ปั่นจักรยานมานั่งเล่นที่ริมแม่น้ำกาโม่ในเกียวโต

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+

2. เกี่ยวกับนักเขียน--มิลาน คุนเดอรา คือนักเขียนที่ผมชื่นชอบมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเทคนิคในการนำเสนอเรื่องราว หรือความละเอียดอ่อนในการมองชีวิตมองโลก หรือแม้กระทั้งมุมมองแบบนักวิชาการที่แสนฉลาดล้ำ--จนน่าหมั่นไส้ (อ่านหนังสือที่เขาเขียนแล้วรู้สึกว่ามึงคิดอะไรแบบนี้อยู่ตลอดเวลาได้ยังไงว่ะ) งานเขียนของเขากระโดดไปกระโดดมาอยู่บนสองฝั่งตลอด ระหว่างบทความทางวิชาการกับนิยาย ซึ่งผมชอบความคลุมเคลือแบบนี้ในงานเขียนของเขามากๆ (ตอนนี้ก็ลุ้นอยู่ทุกปี--อยากให้เขาได้รางวัลโนเบลจัง ^_^)



+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+

3. เกี่ยวกับการเขียนและการวาด(การ์ตูน)--สมัยที่เรียนหนังสืออยู่ชั้นปอสี่ คุณครูประจำชั้นของผม 'มิสหม่อม' (ที่เรียกว่ามิสหม่อมก็เพราะ เคยได้ยินมาว่าแกมีเชื้อเจ้า--เสียดายที่ตอนนี้ผมลืมชื่อจริงของแกไปแล้ว :P) แกเป็นหญิงสูงอายุผมสีขาวซอยสั้นๆ ดูมีอายุ หน้าตาดุ(มากๆ) แต่ใจดีชอบใส่เสื้อสีขาวเรียบๆและกระโปรงสีดำมาสอนหนังสือทุกวัน แกเป็นมนุษย์คนแรกๆ ที่ติดตามงานเขียนหนังสือและการ์ตูนของผมแบบวันต่อวัน ^_^ มีครั้งนึงผมเคยถูกแกจับได้ ในขณะที่แกกำลังสอนหนังสืออยู่นั่น ผมเองกับง่วนอยู่กับการพยายามเปลี่ยนการ์ตูนเรื่อง 'วิงแมน' ที่ได้อ่านเมือคืนให้เป็นนิยายที่มีแต่ตัวหนังสือ แกหยิบสมุดที่ผมเขียนไปอ่าน แล้วพูดว่าอยากเขียนก็เขียนได้แต่ไม่ควรเขียนในเวลาเรียน เอาอย่างนี้แล้วกันเธออยากจะเขียนอะไรก็เขียนมา แล้วตอนเช้ามาวางไว้ที่โต๊ะครูให้ครูอ่าน อยากเขียนก็เขียนได้แต่ห้ามเขียนหนังสือผิด เดี๋ยวครูจะช่วยตรวจให้ หลังจากนั้นทุกๆ เช้าผมก็จะเอาสิ่งที่ผมเขียนที่บ้านทุกคืนไปวางที่โต๊ะแก ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนหรือว่านิยายเกี่ยวกับยอดมนุษย์ พอตกเย็นแกก็จะเอามาคืนให้ผมพร้อมกับคำผิดที่แกแก้ให้ด้วยหมึกแดง หลังๆแกเขียนวิจารณ์เล็กๆน้อยเกี่ยวกับเนื้อเรื่องด้วย ดูจากอายุของแกในเวลานั้นและกาลเวลาที่ล่วงเลยผ่านพ้นไป คิดว่าเวลานี้แกน่าจะไม่อยู่บนโลกแล้ว ถ้าโลกที่อยู่ที่ด้านบนมีจริง ตอนนี้แกน่าจะอยู่ในที่ที่มีคนนิสัยดีๆ มาอยู่รวมกัน ^_^

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+

4. เกี่ยวกับหนัง(เขียนตอบพี่อ๋องเลยต้องเขียนเกี่ยวกับหนังเสียหน่อย ^_^ )--ต้องออกตัวก่อนว่าไม่ใช่เซียนหนังนะ ดูหนังไม่ค่อยบ่อยที่เฮ้าส์หรือลิโด้ก็ไม่ค่อยได้ไป (รู้จักหนังน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับเพื่อนๆ คนอื่นๆ) หนังที่ผมชอบมากๆ คือ หนังญี่ปุ่นเรื่อง The Taste of Tea ของผู้กำกับชื่อ Katsuhito Ishii ดูมาตั้งแต่สองปีที่แล้วตอนนี้ก็ยังชอบอยู่ ที่ชอบก็เพราะหนังมันเรียบจนแทบจะไม่มีเนื้อเรื่อง ขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความรู้สึกล้วนๆ ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกที่ว่านี้ยังไงนะ--คือมันเรียบๆ น่ารักๆ เรื่อยๆ มีความรู้สึกแบบกวี และเต็มไปด้วยจินตนาการ ผสมอยู่ตลอดเรื่อง มันเรียบง่าย เพราะเรื่องมันง่ายจริงๆ และไม่ได้พยายามทำให้มันเรียบๆ (แบบคนขี้เก๊กขี้แอ็คอ่ะ) เออหนังเรื่องนี้มีอะไรบางอย่างคล้ายกับหนังของ Yasujiro Ozu แต่ดีกว่า(ใช้คำนี้กับหนังคลาสสิคนั้นเสี่ยงอันตรายมากๆ :P) ในแง่ที่มันเจือด้วยความขี้เล่นและไม่จริงจังขึงขังและมีอารมณ์ขัน--อันนี้เป็นความรู้สึกของผมนะ เออแล้วเพลงประกอบหนังเรื่องนี้น่ารักและเพราะมากๆ ด้วย ตอนไปงานเลี้ยงปีใหม่ของจีเอ็มที่ร้านแฮมล๊อค ถ้าเตรียมตัวทันก็คงจะซื้อดีวีดีเรื่องนี้ไปจับฉลากแหละ ^_^



+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+

5. เกี่ยวกับเพลง--อัลบั้ม Late for the Sky ของ Jackson Browne เป็นอัลบั้มที่ผมชอบมากที่สุด และฟังบ่อยมากๆ ฟังครั้งแรกสมัยเรียนอยู่ชั้นมอสี่ Jackson Browne ออกอัลบั้มนี้ในปี 1974 (ผมเองยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำ :P) ผมชอบแทบทุกเพลงในอัลบั้มนี้ รู้สึกว่ามันจะเป็นซีดีเพลงสากลแผ่นแรกๆ ที่ซื้อในชีวิตเลยนะ จำได้ซื้อที่ร้าน One ที่อยู่แถวถนนสุริวงศ์--รู้สึกว่าตอนนี้ร้านนี้จะปิดไปแล้ว ทุกวันนี้สำหรับผม Late for the Sky จึงเป็นมากกว่าเพลง มันเป็นเสมือนสิ่งที่ทำให้เราระลึกถึงเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่เป็นวัยรุ่น

ถ้าใครยังไม่เคยฟังลองเข้าไปฟังดูได้ที่นี่นะ ^_^
http://www.last.fm/music/Jackson+Browne/Late+For+The+Sky



Late for The Sky(1974)--Jackson Browne




ครบ 5 ข้อแล้วนะครับ ^_^

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-เรื่องตบตา--ปราบดา หยุ่น

Monday, December 04, 2006

男はつらいよ

โทร่าซัง
2006-12-04





"โทร่าซังฉันกำลังจะมีทุกข์ ฉันกังวลถึงมันมากฉันอยากมีคนช่วยปรึกษา"
โทร่าซังหันมามองแล้วยิ้มให้ "ข้าเองก็เรียนหนังสือมาน้อยจะเอาปัญญาที่ไหนมาตอบเรื่องยากๆ ของเองว่ะ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ข้าอยากจะบอกกับเอ็งว่า ไม่มีใครที่ไหนเขาเช็ดตูดก่อนขี้หรอกโว้ย มีแต่ขี้แล้วถึงจะเช็ดตูดกันทั้งนั้นแหละ"


ในเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ. 2539 ในขณะนั้นผมเป็นนักศึกษา และอาจะกำลังนั่งเรียนหนังสืออยู่ในห้องเรียน ผู้ชายชื่อ โคโยชิ อะสุมิ (車寅次郎) ได้ลาจากโลกนี้ไป การจากไปของเขาไม่ได้มีผลกระทบอะไรเลยกับชีวิตของผม โคโยชิก็ส่วนโคโยชิ วิชิตก็ส่วนวิชิต เราไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกัน

แต่สำหรับคนในกองถ่ายหนังเรื่อง 男はつらいよ (อ่านว่า โอโตโกะวะสุไรโยะ) "มันยากนะที่จะเป็นผู้ชาย" การจากไปของโคโยชิ ทำให้หนังที่มีภาคต่อมากที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก (48 ภาคตั้งแต่ปี1969-1996 รวมทั้งสิ้น 27 ปี) ต้องจบเรื่องราวที่แสนยาวนานของมันลง

สำหรับคนญี่ปุ่นการจากไปของ โคโยชิ อาจจะทำให้ใครหลายคนเศร้า เพื่อนญี่ปุ่นของผมเคยบอกกับผมว่า "ใครๆ ก็รักโทร่าซัง" เพราะโทร่าซัง อาจจะเป็นเหมือนความทรงจำที่ดีที่มีต่อชีวิตในช่วงวัยเยาว์ เพราะคนญี่ปุ่นจะได้ดูโทร่าซังกันปีละสองครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งที่ฉายก็จะอยู่ในช่วงที่เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองของญุี่ปุ่น ที่พ่อแม่จะพาสมาชิกในครอบครัวทั้งหมดไปนั่งดูหนังเรื่องนี้ร่วมกัน แล้วก็มานั่งลุ้นว่าปีนี้ โทร่าซังจะพาเราไปเที่ยวจังหวัดไหนหนอ--การดูหนังเรื่องนี้ก็เหมือนการเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดต่างๆ ของญี่ปุ่นด้วยไปในตัว

ถ้าเรามองโทร่าซังในแง่ของการสร้างสรรค์ในเชิงภาพยนต์ ดูเหมือนว่าหนังเรื่องนี้จะไม่มีอะไรหวือหวา(ช่างเหมือนชีวิตจริงๆ ของมนุษย์บนโลก ^_^ เสียนี่กระไร) ทุกๆภาค ก็จะเริ่มที่โทร่าซังเดินทางไปเร่ขายของในจังหวัดหนึ่ง(โทร่าซังหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นคนขายของเร่) แล้วก็เกิดตกหลุมรักผู้หญิงสวยคนหนึ่ง (ที่มักจะเป็นดาราสาวที่กำลังฮอทอยู่ในช่วงเวลานั้น) จากนั้นโทร่าซังก็แห้วในเรื่องความรัก กลับบ้านทะเลากับคนในครอบครัว(ฉากทะเลาะกันในหนังน่ารักมาก ดูแล้วก็จะรู้ว่าเวลาที่คนกำลังทะเลาะกันด้วยความรักและความห่วงใยมันเป็นยังไง) แล้วก็ออกเดินทางต่อ เป็นอย่างนี้ทุกครั้งไป

ถ้าเรามองในแง่ที่มันเป็นงานศิลปะที่สะท้อนภาพชีวิตเล็กๆ ของคนในครอบครัวหนึ่ง(โยจิ ยามาดะ เป็นเพื่อนสนิทของ โอสุ ซึ่งมีความเชื่อคล้ายๆ กันคือชอบหนังพล๊อทเล็กๆ เกี่ยวกับชีวิตคนในครอบครัว) ผมว่าโยจิ ยามาดะ--ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ ทำมันได้อย่างละเอียดอ่อน แสนที่จะเรียบง่ายและช่างมีชีวิตชีวา จนเราเชื่อจริงๆ ว่าดาราในเรื่องเขาเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ในระยะเวลา 27 ปีพวกเขา ทั้งเติบโตแล้วแก่ชราไปพร้อมๆ กัน


ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ซึ่งเป็นปีที่ผมได้มีโอกาสดูหนังเรื่อง 男はつらいよ ที่แปลเป็นไทยว่า "มันยากนะที่จะเป็นผู้ชาย" ในเทศกาลหนังโทร่าซังที่จัดโดยมูลนิธิญี่ปุ่น ที่ตึกเสริมมิตรเป็นครั้งแรก(และอีกหลายครั้งนับจากนั้น ถ้าเย็นวันศุกร์ไหนที่เขานำหนังเรื่องโทร่าซังออกมาฉาย โดยมากผมมักไม่พลาด) นับแต่นั้นมาสำหรับผม ชีวิตของโคโยชิก็ไม่ส่วนของโคโยชิ และวิชิตก็ไม่ส่วนของวิชิตอีกต่อไป

สำหรับผม โคโยชิ อะสุมิ ก็คือ โทร่าซัง การจากไปของเขาทำให้ผู้รู้สึกเสียใจย้อนหลัง(ผมเสียใจช้าไปถึง 5 ปี) เพราะโทร่าซัง เป็นผู้ชายที่ผมรู้สึกดีด้วย(ประโยคนี้เขียนได้ล่อแหลมจริงๆ ^_^) เพราะรู้สึกชื่นชมน้ำจิตน้ำใจที่เขามีต่อคนรอบข้าง และชื่นชมวิธีที่เขามองโลกมองชีวิต

เสียดายเหมือนกันที่ตอนนี้เลยวัยที่จะมี Idol ไปแล้ว-ถ้ารู้จักโทร่าซัง เร็วกว่านี้หน่อยผมก็อาจจะบอกว่า โทร่าซังเป็น Idol ของผม

"มันยากนะที่จะเป็นผู้ชาย" ยิ่งผู้ชายแบบโทร่าซังด้วยแล้วเนี่ย
ความยากนั้นยิ่งเป็นเท่าทวีคูณ



+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+



ในตอนต้นเรื่องของทุกตอน หนังจะเริ่มต้นด้วยเพลงนี้-แทรกด้วยมุขตลกนิดหน่อย
เพลงนี้มีเนื้อร้องที่แปลเป็นไทยว่า

(ท่อนพูด)
ข้าเกิดและเติบโต ใน คัตสุชิกะ
ข้านามสุกลว่า "คุรุม่า"
ส่วนชื่อจริงนั้นคือ "โทราจิโร่"
แต่ ใครๆ ก็เรียกข้าว่า "โทร่าคนพเนจร"

(ท่อนร้อง)
พี่รู้ดีว่าไม่สามารถร่วมชีวิตกับเจ้าได้
พี่เป็นได้ก็เพียงพี่ชายที่แสนดี
แต่พี่จะพยายามทำให้ดีที่สุดแม้ว่าจะต้องร้องไห้
ตะวันกำลังลาลับและวาสนากำลังลาจากพี่ไป


+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-Bergsonism--Gilles Deleuze

Monday, November 20, 2006

เรื่องของเชนกับนวลจัน

2006-11-20


Shane: I gotta be goin' on.
Joey: Why, Shane?
Shane: A man has to be what he is, Joey. You can't break the mold. I tried it and it didn't work for me.









เชนขี่ม้าลงมาจากหุบเขาในเขตรัฐไวโอมิ่งในบรรยากาศที่ดูสดใส กวางน้อยที่กำลังดื่มน้ำหันไปมองเชนอย่างไม่มีอาการตื่นกลัว ทุกอย่างช่างดูปรกติ สะท้อนภาพลักษณ์ที่ดูสงบและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรมชาติของเชน บุรุษผู้มาจากแดนไกลซึ่งกำลังเดินทางเข้ามาในเขตชนบทของชาวไร่ชาวนา

นวลจันเดินอยู่บนทางที่แสนกันดารและร้อนระอุในชนบท สองข้างทางเป็นหญ้าขึ้นรก บรรยากาศวังเวง เธอเดินด้วยความมุ่งมั่น เหมือนคนกำลังวิ่งหนีความทุกข์(ความสุขของเธอกำลังรอเธออยู่ข้างหน้า) อย่างร้อนรน และเร่งรีบ เธอกำลังเดินเข้าไปในเมือง

ระหว่างทางเชนพบกับเด็กผู้ชายที่มีชื่อว่าโจอี้ ซึ่งแอบมองเชนตั้งแต่ตอนขี่ม้าลงมาจากหุบเขา แน่นอนมีอะไรบางอย่างบอกว่าเชนไม่ใช่ผู้ชายธรรมดา เขาคือผู้ชายที่จะมาช่วยเหลือชาวไร่ชาวนาที่รักสงบ ที่อยู่กินอย่างพอเพียง จากน้ำมือของไรเกอร์และพรรคพวก ที่ต้องการขับไล่ชาวบ้านออกไปจากพื้นที่เพื่อใช้ที่ดินเหล่านี้เลี้ยงฝูงวัวจำนวนมหาศาล ดังนั้นการเข้ามาของเชนก็คือการเข้ามาต่อสู้เพื่อความยุติธรรม และปกป้องผืนดิน(earth--พระแม่ธรณี--ตัวแทนเพศหญิง) จากผู้ที่จะมาแผ้วถางทำร้าย ทั้งหมดทั้งปวงก็เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ทันทีที่เชนขี่ม้าเข้ามา--ทุกอย่างจะไม่มีวันเหมือนเดิม เรื่องดีๆ กำลังจะเกิดขึ้น

ขณะที่นวลจันเดินเข้าไปในบ้านหลังนั้น เธอได้พบกับนางช้อย(ต่างฝ่ายก็ต่างตกใจเมื่อได้เห็นหน้ากันและกัน) จากนั้นนางช้อยก็พานวลจันเข้าไปหาแม่บ้าน ซึ่งบรรยากาศภายในบ้านหลังนั้นก็ดูทะมึนขึ้นเรื่อยๆ นวลจันเล่าให้แม่บ้านฟังว่า เธอกำลังท้อง เดินทางมาจากบ้านนอกก็เพื่อจะมาหาผัว(นายชอบ)ซึ่งหายไป(เธอมาด้วยเรื่องส่วนตัวล้วนๆ และก็ไม่ได้ต่อสู้เพื่ออะไรที่ดูยิ่งใหญ่) เธอขอรบกวนพักที่บ้านนี้ซักคืน แม่บ้านหันมาตวาดนางช้อยว่า กำลังนำความซวยเข้ามาในบ้าน แต่แม่บ้านก็ยังให้นวลจันนอนที่นี่ได้พร้อมกับกำชับว่าห้ามเข้าไปยุ่งในเรือนหลังใหญ่(ของคุณนายรัญจวน)--ทันทีที่นวลจันได้เข้ามาพักในบ้านหลังนั้น--ทุกอย่างในบ้านจะไม่มีวันเหมือนเดิม เรื่องร้ายๆ กำลังจะเกิดขึ้น

ในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและการปกป้องผืนดิน(ของชาวไร่) เชนต้องพบเจอกับอุปสรรคต่างๆ นานา(ซึ่งเชนก็ไม่ได้ผ่านมันไปได้แบบหมูๆ) ไม่ว่าจะเป็นการทำดี(ตัดตอไม้ที่เกะกะขวางทาง)จนชนะใจโจ สตาร์เล็ต(พ่อของโจอี้) หรือการทำตัวคูลๆ นิ่งเฉยไม่ตอบโต้คริสลูกน้องของไรเกอร์จนชาวบ้านหมดศรัทธา จนถึงตอนการประทะกันตอนท้ายเรื่องกับไรเกอร์

บนเส้นทางในการเดินทาง--ตามหาผัว(นายชอบ) ของนวลจัน ก็ไม่ได้หมู ไหนจะยายเอิบ ไหนจะผีลูกยายเอิบ ไหนจะผีคุณนายรัญจวน ไหนจะนางช้อย ไหนจะผีแม่บ้าน ไหนจะต้องคลอดลูก ไหนจะต้องมารู้ความจริงว่าผัวของตัวเอง(ที่รักเป็นนักหนา) นั้นมีเมียอยู่ก่อนแล้ว มิหนำซ้ำเมียแกไม่ใช่ใครที่ไหน ที่แท้ก็...คนนั้นนั่นเอง และสุดท้ายนวลจันก็ต้องมาพบกับความจริงที่ทำให้เธอต้องทุกข์อย่างสาหัสก็คือ...นั่นเอง


สำหรับสังคมชาวไร่ เชนก็เปรียบเสมือนคนนอก (Outsider) เป็นคนที่เข้ามาเพื่อให้สถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้น เป็นเพียงแค่คนที่เดินผ่านมา ซึ่งเชนไม่สามารถกลมกลืนกับสถานที่แห่งนี้--แม้ว่าชาวไร่จะรักเขาเป็นนักหนา เมื่อถึงเวลา เขาก็จำเป็นต้องบอกลาและเดินทางต่อไป

สำหรับสังคมภายในบ้านของคุณนายรัญจวน นวลจันซึ่งแม้จะดูเหมือนว่าเป็นคนที่เข้ามาขอพักอาศัย แต่เธอเป็นเสมือนกุญแจ สำคัญ ให้ระบบการหลอกหลอนชั่วนิรันดรในบ้านหลังนี้ทำงาน ถ้าบ้านหลังนี้ขาดเธอสักคน ความสยองขวัญจนขนหัวลุก ต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็จะจบลง ถ้ามองในแง่นี้เธอผู้รอนแรมมาจากแดนไกล ก็คือ คนใน( Insider)

และเมื่อคุณนายรัญจวนถามแม่บ้านว่า
"แกว่ามันจะกลับมาอีกมั้ย?"

และถ้าเชนตอบคำถามนี้แทนนวลจันได้
เขาก็อาจจะบอกว่า
"เบ้าหลอมของแต่ละคนเป็นยังไงก็จะเป็นอย่างนั้น
มันจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง"

ในตอนท้ายเรื่อง
เชนกำลังเดินออกไป เดินออกไปจนลับสายตา
ในขณะที่นวลจันกำลังเดินเข้ามาเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ

และทุกอย่างกำลังเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

แบบนี้หรือเปล่านะ?
ที่นิทเช่ เรียกมันว่า

"Eternal Reterns" :P

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+


Shane(1953)--George Steven
เปนชู้กับผี(2006)--วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-ร่างกายใต้บงการ: ปฐมบทแห่งอำนาจในวิถีสมัยใหม่--มิแช็ล ฟูโกต์ แปลโดย ทองกร โภคธรรม

Monday, October 30, 2006

Birth of the Seanema

ภาพของความทรงจำที่เล็ดลอดออกมาจากรอยร้าวระหว่างคลื่นในทะเล
2006-10-30


Why has the pleasure of slowness disappeared? Ah, where have they gone, the amblers of yesteryear? Where have they gone, those loafing heroes of folk song, those vagabonds who roam from one mill to another and bed down under the stars? Have they vanished along with footpaths, with grasslands and clearings, with nature?

Slowness, Milan Kundera



ในหนังสือนิยายเล่มบางๆ เรื่อง “Slowness” ของมิลาน คุนเดอร่า ได้พูดถึงคุณค่าของ “ความอ้อยอิ่ง” “ความเนิบนาบ” หรือ “ความเชื่องช้า” พร้อมกับตั้งคำถามกับสิ่งที่เรียกว่า “ความเร็ว” ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีและความเจริญก้าวหน้าทางด้านวัตถุของมนุษย์

สำหรับสาระสำคัญในนิยายเล่มนี้นั้น คุนเดอร่าเชื่อว่า “ความเร็ว” ทำให้มนุษย์หลงลืมตัวตน ทำให้ความมีตัวตนของมนุษย์นั้นดูพร่ามัว ซึ่งความเร็วนั้นมีสัดส่วนแปรผันกับความเข้มข้นในการลืม โลกของความเร็วจึงเป็นโลกแห่งการลืมเลือน- -มันเป็นโลกที่ปราศจากความทรงจำในโลกที่ทุกอย่างเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว (อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง, รถยนต์ที่เร่งความเร็วได้ถึง 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 6 วินาที, การศึกษาในหลักสูตรเร่งรัด ฯลฯ) เราไม่สามารถจดจำอะไรได้ (ในโลกยุคใหม่ เพลงฮิตที่ติดชาร์ตอันดับหนึ่งในปีนี้ ปีถัดไปก็อาจจะไม่มีใครพูดถึงมันอีก ด้วยข้อมูลข่าวสารที่ไหลบ่าท่วมตัวเรามากมายในแต่ละวัน เรายังมีข้อมูลใหม่ๆ มากมายให้ต้องคอยอัฟเดทในแต่ละวันมิใช่หรือ-– ถ้าพูดกันตามภาษาของสื่อมวลชนที่นิยมใช้กันอย่างดาษดื่นก็จะบอกว่าเดี๋ยวไม่อินเทรนด์นะ!)

ในหนังสือเล่มนี้ คุนเดอร่าสังเกตพฤติกรรมโดยทั่วๆ ไปของมนุษย์ แล้วเขียนยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ในขณะที่เรากำลังเดินอยู่ แล้วต้องการนึกอะไรบางอย่างในขณะนั้นให้ออก เราก็จะพยายามเคลื่อนตัวให้ช้าลง ทำไมต้องเคลื่อนตัวช้าลง ความช้ามีผลต่อการปรากฏชัดเจนของความทรงจำอย่างไร ขณะเดียวกันในโมงยามที่เรากำลังมีความทุกข์ มีสิ่งที่ทำให้ผิดหวังสุมอยู่ข้างในอก หากลองสังเกตดู เราจะพยายามเคลื่อนตัวให้เร็วขึ้นๆ ในขณะที่เรากำลังเดินอยู่ มันเหมือนกับว่าความเร็วที่เพิ่มขึ้นนั้นสามารถสร้างระยะห่างระหว่างตัวเราและสิ่งที่เราอยากจะลืมได้

ความเร็วสามารถทำให้เราลืมความทุกข์ที่เราไม่อยากจดจำเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น?

สำหรับคุนเดอร่า ความเชื่องช้าเนิบนาบมีคุณสมบัติพิเศษบางอย่างอยู่ มันทำให้ความทรงจำที่ถูกฝังทับถมอยู่ในห้วงเวลาแห่งอดีตของเรานั้นค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้นในห้วงแห่งการคิดคำนึงของเรา- -ในเวลาปัจจุบัน ได้อย่างง่ายดายมากขึ้น

จะว่าไป ความคิดในเรื่องนี้ของคุนเดอร่านั้นก็มีบางแง่มุมคล้ายกับความคิดของนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ ฌอง โบดริยาร์ เพราะ โบดริยาร์เองก็เคยเปรียบเทียบมนุษย์ในโลกยุคใหม่- -ที่ทุกอย่างรอบตัวล้วนแล้วแต่เคลื่อนไหวด้วยความเร็ว ว่าเปรียบได้กับ “ฟองน้ำ” หรือ “กลุ่มก๊าซทึบแสง” ที่เงียบกริบ ว่างเปล่า เฉื่อยชา ที่พร้อมที่จะดูดซับทุกอย่างเข้าไปในตัว หลีกหนีสังคมเพียงเพื่อที่จะสลายตัวไปเองเมื่อถึงจุดอิ่มตัวจนไม่อาจดูดกลืนสิ่งใดๆ ได้อีก มนุษย์ในโลกยุคใหม่จึงเป็นเหมือนหลุมดำที่คอยดูดกลืนความหมายและข่าวสารทั้งหมดเข้าไปในตัว และคงเหลืออยู่แต่เพียงสิ่งซึ่งไร้ความหมาย ปฏิเสธหรือหมดปัญญาที่จะสร้างความหมายใดๆ ขึ้นมาใหม่ ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ของมนุษย์ล้วนเป็นผลมาจากข่าวสารที่ไหลบ่าเข้าใส่อย่างดุดันของสื่อมวลชนที่เกิดขึ้นอย่างดาษดื่นและมากมายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลยในยุคสมัยใดๆ ในอดีตที่ผ่านมา

หรือในโลกยุคใหม่นั้น มนุษย์จะไม่มีทางเลือกใดๆ อีกนอกจากต้องยอมสยบให้กับปีศาจแห่งความเร็วที่คอยพรากภาพของความทรงจำไปจากชีวิต...

วินาทีนี้ (ในขณะที่ผมกำลังเรียบเรียงประโยคต่างๆ เหล่านี้อยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ให้คุณๆ ทั้งหลายได้อ่านกัน) ภายในห้องแคบเล็กๆ ที่ไร้ความเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งใดๆ ห้องเงียบๆ ซึ่งตัดขาดจากความรวดเร็ว ความวุ่นวายและโกลาหลของเมืองใหญ่ที่อยู่ภายนอกหน้าต่าง ซึ่งจะว่าไป ประสบการณ์ของผมในตอนนี้ย่อมสัมพันธ์กับพื้นที่ภายในห้องที่เงียบงัน (แห่งนี้) มากกว่าโลกของความโกลาหลที่อยู่ภายนอก โลกของผมในตอนนี้จึงเป็นโลกที่กำลังเคลื่อนไหวตัวอย่างเชื่องช้าๆ และเนิบนาบ

“ใช่ ต้องมีบางช่วงเวลาที่เราสามารถถอนตัวออกจากโลกที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วที่อยู่ภายนอกได้” ผมบอกกับตัวเอง

และวินาทีที่ผมกำลังนึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้น ความทรงจำก็ได้นำห้วงประสบการณ์ในอดีตของผมหวนคืนมายังพื้นที่ของปัจจุบันอีกครั้ง

ผมจำได้ มันเป็นความทรงจำที่มีต่อหนังเรื่องหนึ่ง--Birth of the Seanema ที่ผมเคยดูเมื่อหลายเดือนก่อน

ผมไม่แน่ใจว่าภาพของห้วงบรรยากาศ ณ เวลานั้น (ของผม) มันพร่าเลือนหรือว่าชัดเจน แต่ผมแน่ใจว่าประสบการณ์ที่ได้สัมผัสในครั้งนั้นมีคุณสมบัติเฉพาะตัวบางอย่าง- -ที่พิเศษ

แล้วความทรงจำก็พาผมไปยังสถานที่แห่งนั้น

สถานที่แห่งหนึ่ง

ในโลกที่แสนเงียบงันของ ศะศิธร อริยะวิชา

ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัดภายในโรงภาพยนตร์

ภาพที่อยู่ทางด้านหน้าผมนั้นเป็นภาพของเกลียวคลื่นกำลังค่อยๆ ม้วนตัวอย่างช้าๆ มันช้ายิ่งกว่าความช้าของภาพสโลว์โมชั่นที่เราพบเห็นได้ในหนังทั่วๆ ไป มันช้าในแบบที่ถ้าเรากดปุ่ม forward เพื่อเร่งความเร็วของภาพ- -มันก็ยังดูช้าอยู่ดี มันช้าในแบบที่เราอาจจะพูดได้ว่า ถ้าช้ากว่านี้อีกเพียงนิดเดียว ภาพที่อยู่ตรงหน้าก็ไม่ต่างอะไรกับภาพนิ่ง

นอกจากจะภาพที่ปรากฏจะเคลื่อนไหวได้อย่างเชื่องช้าแล้ว ภาพเหล่านั้นยังโถมเข้าใส่ผมอย่างเป็นจังหวะ คล้ายคลื่นทะเลที่กำลังซัดเข้าหาฝั่งที่ละระลอก ทีละระลอก

ภาพที่อยู่ตรงหน้าเป็นระลอกคลื่นของภาพเหตุการณ์

ภาพของเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่มีต่อเนื่อง

เสมือนภาพจิ๊กซอว์ที่ต่อตามจังหวะของระลอกคลื่นในท้องทะเล

ภาพของยอดเกลียวคลื่นถูกโถมทับกลบด้วยภาพของเมืองในมุมสูง แล้วต่อมา ภาพของเมืองในมุมสูงก็ค่อยๆ ถูกโถมทับกลบด้วยภาพของก้อนเมฆบนท้องฟ้า แล้วภาพของก้อนเมฆบนฟ้าก็ถูกโถมทับกลบด้วยภาพเม็ดฝนที่เกาะอยู่บนกระจกหน้าต่าง แล้วภาพของเม็ดฝนที่อยู่บนหน้าต่างก็ถูกกลบทับด้วยภาพของการจราจรที่จอแจของรถยนต์ที่อยู่บนทางด่วนภายในเมืองใหญ่ (โปรดอย่างเข้าใจผิดคิดว่าภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ใช้ระยะเวลาเท่ากับเวลาที่คุณอ่านย่อหน้านี้จบ เพราะในความจริงมันเนิ่นนานกว่านั้นมาก)

เมื่อภาพของเหตุการณ์ใหม่ซัดเข้ามา ภาพของเหตุการณ์เก่าก็จางหายไป

เป็นจังหวะแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แต่เป็นจังหวะที่ช้า เนิบนาบ และหนืดเนือย

จากภาพที่ปรากฏบนจอ เมื่อผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง ผู้ชมที่นั่งชมอยู่บางท่านในขณะนั้นบางทีก็ไม่อาจทำใจเรียกภาพคลื่นไหวที่กำลังปรากฏอยู่ทางด้านหน้าจอขนาดใหญ่ที่อยู่ทางด้านหน้าว่า “ภาพยนตร์” ได้ (ข้อมูลนี้ผม- – ผู้เขียน ได้ตั้งข้อสังเกตเอาเองจากจำนวนคนที่เดินออกไปข้างนอกก่อนที่หนังเรื่องนี้จะฉายจบ)

แต่มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกอะไร (มิใช่เหรอ?) หากเรา (ซึ่งอาจจะหมายถึงผมและผู้ชมคนอื่นๆ ในขณะนั้น) จะใช้มาตรฐานของภาพยนตร์ที่เราเคยพบเคยดูอยู่บ่อยๆ มาวัดมาตรฐานความเป็น “ภาพยนตร์” ของหนังเงียบเรื่องนี้ของ ศะศิธร อริยะวิชา

ก็ไหนล่ะ พระเอก ไหนล่ะ นางเอก แล้วผู้ร้ายล่ะ อยู่ตรงไหน ตรงไหนของเรื่องล่ะที่เป็นปมขัดแย้ง ตรงไหนของเรื่องล่ะที่เป็นจุดคลี่คลายปมต่างๆ เหล่านั้น หรือว่าอยู่ที่ฉากสุดท้ายเอ่ย (แต่คงไม่ล่ะมั้ง เพราะดูจนจบเรื่องแล้วก็ยังไม่เห็น) ไหนล่ะ ฉากบู๊ล้างผลาญ และไหนล่ะ ฉากที่แสนน่ากลัวและสยดสยองจนขนลุกซู่ แล้วตรงไหนล่ะ ฉากที่ซึ้งตรึงใจในแบบที่เรากลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ และที่สำคัญที่สุด ฉากเลิฟซีนระหว่างพระเอกสุดหล่อและนางเอกแสนสวยของเราล่ะ- -อยู่ไหน

ถ้าใช้มาตรฐานในย่อหน้าที่แล้วมาตัดสินความเป็น “ภาพยนตร์” ของ Birth of the Seanema

ศะศิธร อริยะวิชา ก็คงไม่ต่างอะไรกับโนบิตะ ในการ์ตูนเรื่องโดราเอมอน

เพราะถ้าเราตัดสินเธอด้วยชุดความคิดแบบนั้น คะแนะที่เธอได้ก็คือ “ศูนย์”

แต่โลกกลมๆ ใบนี้ก็ใช่ว่าจะถูกขับเคลื่อนด้วยชุดความคิดใดชุดความคิดหนึ่งซะเมื่อไหร่กัน ในความเป็นจริงมันถูกขับเคลื่อนให้หมุนได้ด้วยชุดความคิดความอ่านที่หลากหลายและแตกต่างกัน- -อาจจะพูดได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่โลกจะมีความหลากหลายของ “ชีวภาพทางความคิด” (อันนี้เป็นการควงคำขึ้นมาใหม่แบบฉับพลัน ซึ่งผู้เขียนคิดเอาเองว่าเก๋ดีแล้ว แต่ถ้าผู้อ่านคิดว่าไม่ กรุณาใช้น้ำยาลบคำผิดจัดการมันซะ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกลับมาอ่านเจออีกในภายหน้า คิดอะไรมากมาย มันก็เป็นเพียงแค่ “คำ” )

ก็อย่างว่า ในโลกของภาพยนตร์ มันก็ไม่น่าจะหลุดพ้นไปจากกฎเกณฑ์ที่ว่านี้ ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ใครๆ เขาก็รู้กันว่าพี่เบิ้มอย่างฮอลลีวู้ดนั้น กำลังครอบครองพื้นที่ในโรงภาพยนตร์ต่างๆ ของแทบทุกประเทศทั่วโลกอยู่ในตอนนี้

แน่นอนว่าหนังฮอลลีวู้ดทั้งหมดนั้นเป็นหนังแบบ “เล่าเรื่อง” (ที่จริงหนังในโลกส่วนใหญ่ก็เป็นหนังเล่าเรื่องทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นหนังอินดี้หรือหนังอินเดียก็ตาม) ด้วยคุณสมบัติของการเป็นหนังเล่าเรื่อง แน่นอน มันย่อมมีเนื้อเรื่องที่จะเล่า มีจุดเริ่มต้นแล้วก็ต้องมีจุดจบ (ซึ่งบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องเรียงกันตามลำดับเวลาก่อนหลัง)

แต่ใช่ว่าถ้าขึ้นชื่อว่าหนังแล้ว จำเป็นต้องเล่าเรื่องอยู่เป็นสรณะเสียเมื่อไหร่ ในบางครั้งบางหนหนังอาจจะไม่จำเป็นที่ต้องมีเรื่องใดๆ ที่ต้องเล่าก็ได้ บางทีมันอาจจะมีคุณสมบัติบางอย่างที่ผู้คนได้หลงลืมไป

จะว่าไปแล้ว Birth of the Seanema ของศะศิธร อริยะวิชา น่าจะเป็นตัวอย่างของหนังประเภทหลังที่ว่าได้เป็นอย่างดี

หากเราลองมองย้อนกลับไปในอดีตที่ผ่านมาศิลปะแขนงที่เจ็ดที่เราเรียกกันว่า “ภาพยนตร์” ในทุกวันนี้ได้ผ่านการเดินทางบนถนนสายอารยธรรมของมนุษย์มากว่า 100 ปีแล้ว

จากจุดเริ่มต้นง่ายๆ ที่เกิดจากการถ่ายด้วยกล้องที่เป็นกล่องไม้สี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่ใช้งานโดยใช้มือหมุนฟิล์มด้วนแกนไม้ที่อยู่ภายนอกกล่องโดยใช้ถ่ายภาพขบวนรถไฟที่กำลังวิ่งเข้าเทียบชานชลาอันเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของโลกที่ถ่ายโดยสองพี่น้องตระกูลลูมิแยร์

ทุกวันนี้ภาพยนตร์มาไกลจุดเริ่มต้นของมันในแบบที่ถ้าพี่น้องตระลูมิแยร์มาเห็นเข้าก็คงตกใจ ยิ่งในโลกยุคปัจจุบันแล้วอาจจะพูดได้เลยว่าไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้ในโลกภาพยนตร์ ไดโนเสาร์วิ่งกันยั้วเยี้ยเต็มจอก็ทำกันมาแล้ว อุกาบาตพุ่งชนโลกก็ทำกันมาแล้ว ฉากน้ำท่วมโลกซึ่งเป็นสุดยอดของความหายะนะของมวลมนุษยชาติก็ทำมาแล้ว วินาทีนี้หากเราต้องการจะสร้างภาพความฉิบหายของมวลมนุษยชาติใดๆ ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมในโลกของภาพยนตร์นั้น- -ก็คงจะไม่มีอะไรที่เกินความสามารถของผู้สร้างภาพยนตร์ในยุคสมัยนี้อย่างแน่นอน

ในภาพยนตร์ยุคโบราณ อสูรกายหรือปีศาจร้ายเวลาปรากฏตัวในภาพยนตร์นั้นอาจจะแฝงตัวอยู่ในเงามืด ความน่ากลัวจึงเกิดจากภาพที่ผู้ดูจินตนาการขึ้นมาเองตามแต่ประสบการณ์ของแต่ละคน ทุกวันนี้ปีศาจร้ายเหล่านั้นอาจจะปรากฏตัวออกมาแสยะยิ้มจนแทบจะเห็นเขี้ยวเล็บของมันทั้งหมด มันช่างดูแล้วสมจริงเสียนี่กระไร (บางทียุคนี้ความสมจริงสมจังอาจจะเป็นสดมภ์หลักทางความคิด- -หรือบางทีนี่อาจจะเป็นอีโก้ (แบบใหม่ ๆ) ของคนทำหนังสมัยใหม่ที่แสดงออกผ่านคอมพิวเตอร์กราฟฟิกที่ล้วนแต่วัดความเจ๋งกันที่ความสมจริงของภาพดิจิตอลเหล่านั้น และเมื่อเป็นเช่นนี้ “พื้นที่ว่าง” ที่เว้นให้ผู้ชมใช้จินตนาการของตนเข้าไปเติมหรือมีส่วนร่วมจึงเหลือน้อยเต็มที)

แต่ถึงกระนั้น

ในวาระที่ศาสตร์แห่งภาพยนตร์นั้นมีอายุอานามครบรอบ 100 ปี ผู้กำกับภาพยนตร์แนว Avant-garde อย่าง ฌอง-ลุค โกดาร์ ก็ยังออกมาบอกว่ามนุษย์ยังใช้ศักยภาพของหนังได้อย่างกระมิดกระเมี้ยน และยังไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย (หรืออีกนัยยะหนึ่งก็คือใช้ศักยภาพของภาพยนตร์ได้อย่างด้อยประสิทธิภาพจนน่าใจหาย!)

เราลืมกันไปหรือเปล่าเอ่ย? ว่าก่อนที่ศาสตร์อย่างภาพยนตร์จะใช้ศิลปะของการ “เล่าเรื่อง” เป็นส่วนประกอบหลักในการสร้างและผลิตเป็นส่วนใหญ่เหมือนดังเช่นที่เป็นกันอยู่ทุกวันนี้ ภาพยนตร์นั้นยังเคยเป็นศาสตร์ที่ใสซื่อและแสนที่จะบริสุทธิ์ด้วยการเป็นงานศิลปะในแบบที่เราเรียกกันว่า “Moving Image”

จะว่าไปแล้วก็มีความเป็นไปได้อยู่ที่ภาพยนตร์ได้หยิบยืมศาสตร์ของ “การเล่าเรื่อง” มาจากงาน “วรรณกรรม” แต่จนแล้วจนรอดศิลปะทั้งสองแขนงถึงแม้จะใช้ศาสตร์ของการเล่าเรื่องเหมือนกัน (มีปทัสถานสถานบางอย่างในศาสตร์ของเรื่องเล่าที่ทำให้คนดูพยายามที่จะผูกโยงภาพในงานภาพยนตร์ที่เห็นให้กลายเป็นเรื่องเล่า ทำให้เรามองข้ามคุณสมบัติที่แท้จริงบางอย่างในงานภาพยนตร์ไป) ซึ่งโดยตัวของมันเองแล้ว ทั้งสองศาสตร์นี้ต่างก็มีคุณสมบัติพิเศษที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่มี

หากเราลองนึกย้อนไปลองสังเกตประสบการณ์ที่ผ่านมานั้น ภาพที่เราได้จากการกวาดสายตาผ่านตัวอักษรในงานวรรณกรรมบนแผ่นกระดาษที่ปรากฏในหนังสือนั้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นจินตภาพ ที่จะว่าไปแล้วก็แสนที่จะพร่าเลือนแต่ก็ดูแจ่มชัดในแง่ของการที่มันเป็นภาพที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ (กระบวนการที่เปลี่ยนจากการเห็นตัวอักษร จากคำเป็นประโยค จากประโยคเป็นย่อหน้า ให้กลายเป็นภาพในงานวรรณกรรมนั้นเป็นกระบวนการที่น่ามหัศจรรย์มาก) ฉากและสถานที่ที่เกิดขึ้นจากจินตนาการของเรานั้นถึงแม้ว่าจะดูสมจริงแต่มันก็ไม่เคยชัดเจน เวลาที่เราอ่านงานวรรณกรรม เราอาจจะจินตนาการถึงตัวละครเหล่านั้นได้ แต่ยังไงก็ตามภาพใบหน้าของคนเหล่านั้นก็ไม่เคยเป็นภาพที่ปรากฏออกมาอย่างชัดแจ้ง มันยังคงเป็นใบหน้าที่เหมือนมีเมฆหมอกมาบัง ทั้งดูพร่างพรายและคลุมเคลือ

โลกในงานวรรณกรรมจะเป็นโลกที่ถูกสมมุติขึ้นมาใหม่ ซึ่งผู้อ่านแต่ละคนก็สามารถสมมุติโลกที่ว่านี้ขึ้นมาด้วยเงื่อนไขอันเกิดจากประสบการณ์ของแต่ละคน พื้นที่ในงานวรรณกรรมจึงเป็นพื้นที่ส่วนตัวของผู้อ่านแต่ละคน

จะว่าไปก็จะมีแต่เงื่อนไขของเวลาในงานวรรณกรรมแต่ละชิ้นเท่านั้นที่ทำให้โลกสมมุติของผู้อ่านแต่ละคนนั้นเชื่อมโยงกันอยู่ เพราะเวลาโลกวรรณกรรมนั้นเชื่อมโยงอยู่กับเงื่อนไขบางอย่างในโลกของความเป็นจริง

สิ่งที่เชื่อมโยงกันอยู่ในทีนี้นั้นไม่ได้หมายถึงคุณสมบัติของทิศทางการเคลื่อนที่ต่อเนื่องกันเป็นเส้นตรง แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการเคลือบคลานเปลี่ยนผ่านจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งของเวลา (ไม่เกี่ยวกับเรื่องทิศทาง และลำดับก่อนหลัง แต่เกี่ยวกับคุณสมบัติเฉพาะของเวลาเอง) เวลาในโลกของวรรณกรรมไม่ว่าเนื้อเรื่องที่เล่าถูกเล่าแบบต่อเนื่องหรือไม่ต่อเนื่อง (ซึ่งไม่เรียงกันตามลำดับของเวลา) ก็ตาม มันยังคงต้องอาศัยประสบการณ์ในเรื่องเวลาของมนุษย์ในโลกทางกายภาพที่อยู่ภายนอกเป็นตัวสร้างมันขึ้นมา วรรณกรรมจึงไม่สามารถพาเราหลุดพ้นออกไปจากโลกของเวลาที่เกิดขึ้นในโลกของความเป็นจริงได้ มันยังคงมีเส้นสายบาง ๆ อันเกิดจากประสบการณ์ของเราผูกโยงมันเอาไว้อยู่

ในขณะที่โลกของภาพยนตร์ด้วยเงื่อนไขของการเป็นภาพซึ่งมีกระบวนการผลิตที่ใช้การบันทึกภาพเหล่านั้นจากโลกภายนอก (ไม่ได้เกิดจากจินตนาการของเรา--ซึ่งเป็นโลกในมโนคติ) ภาพที่เรารับรู้จากงานภาพยนตร์จึงมีความเกี่ยวเนื่องกับโลกแห่งความเป็นจริงอยู่

แต่ตัวภาพยนตร์เองก็มีคุณสมบัติพิเศษบางอย่างอยู่ ทำให้ถึงแม้ว่ามันจะเกี่ยวโยงกับความเป็นจริง แต่มันก็เป็นโลกที่มีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว และมีลักษณะเด่นที่แตกต่างไปจากโลกสมมุติที่เกิดขึ้นในงานวรรณกรรม

คุณสมบัติที่ทำให้โลกในภาพยนตร์นั้นแตกต่างไปจากโลกวรรณกรรมและโลกของความเป็นจริงทางกายภาพก็คือ คุณสมบัติในการหน่วงเหนี่ยว ยืด ย่อและขยาย การคลืบคลานเปลี่ยนผ่านจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งของเวลา ด้วยเหตุนี้เองโลกภาพยนตร์นั้นจึงสามารถสร้างเงื่อนไขการมีอยู่ของเวลาในรูปแบบใหม่ๆ ในแบบที่โลกอื่นๆ นั้นสร้างไม่ได้

โลกในภาพยนตร์จึงเป็นโลกที่มีลักษณะเฉพาะที่พื้นที่ (ในที่นี้ก็คือภาพ) และเวลานั้นเกี่ยวโยงและสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น และสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยปัจจัยในเรื่องของพื้นที่และเวลาซึ่งมีซึ่งเป็นอิสระจากโลกที่อยู่ภายนอก

ซึ่งคุณสมบัติพิเศษในเรื่องเวลาของภาพยนตร์นั้นดูเหมือนว่าจะปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้--Birth of the Seanema ของ ศะศิธร อริยะวิชา ด้วยเช่นเดียวกัน และดูเหมือนว่าศะศิธรจะพาเรากลับไปยังจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์ในกรอบความคิดที่มองงานภาพยนตร์เป็น “Moving Image” เหมือนในอดีตที่มันเคยเป็นอีกครั้งหนึ่ง

งานชิ้นนี้ของเธอจึงไม่ใช่งานที่ยัดความหมายลงไปในเรื่องหรือพยายามยัดเรื่องเล่าลงไปในภาพ (โดยเพิกเฉยต่อคุณสมบัติพิเศษของภาพยนตร์) แต่งานของเธอคือการพยายามสร้างโลกในแบบของเธอ โลกที่เกี่ยวข้องกับท้องทะเลที่เธอรักและผูกพัน (เธอเคยให้สัมภาษณ์ว่าชอบความโล่งกว้างของทะเล) กับโลกในเมืองที่แสนวุ่นวายที่เธออยู่อาศัย โดยการใช้คุณสมบัติพิเศษของภาพยนตร์เป็นวัตถุดิบ

ซึ่งโลกที่เธอได้สร้างขึ้นมานั้นก็มีคุณสมบัติพิเศษที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว ถึงมันจะเต็มไปด้วยความเนิบนาบ แต่มันก็มีลักษณะบางอย่างที่เป็นลักษณะพิเศษในงานภาพยนตร์ชิ้นนี้

มันเป็นโลกที่เคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าซึ่งมีส่วนผสมของความเศร้า ภาพยนตร์ในเรื่องนี้มีคุณสมบัติบางอย่างซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกันกับที่บทกวีทั้งหลายที่มีอยู่บนโลกนั้นมี (ซึ่งข้อความที่ไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับภาพที่แทรกขึ้นมาในระหว่างเรื่องนั้นก็มีคุณสมบัติของการเป็นบทกวีอยู่เช่นเดียวกัน)

เป็นไปได้ที่ความเนิบนาบ หนืดเนือยในโลกใบนั้นของเธอทำให้เราสามารถเข้าไปสังเกตสังการณ์ รายละเอียดของสิ่งของต่างๆ ที่เราสามารถมองเห็นได้ในชีวิตประจำวัน (สถานที่ต่างๆ ภายในเมือง) ด้วยมุมมองใหม่ๆ ซึ่งตัวเรานั้นเพิกเฉยหากเราพิจารณามันด้วยการคลืบคลานเปลี่ยนผ่านจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งของเวลาด้วยประสบการณ์ปรกติของโลกจริงที่เราสามารถรับรู้มันได้ในทางกายภาพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความหมายใหม่ๆ ความหมายใหม่ที่เรามีต่อโลกใบเดิมซึ่งเกิดจากประสบการณ์ที่เป็นผลผลิตของภาพที่เล็ดลอดออกมาจากรอยรั่วของเวลาผสมผสานกับความทรงจำและประสบการณ์ของเราที่เคยผ่านมาในอดีต ทำให้คนดูสามารถเชื่อมโยงหนังเรื่องนี้กับประสบการณ์ของตนเองด้วยเงื่อนไขที่เฉพาะตัวและแตกต่างกัน

จะว่าไปแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้ของศะศิธรนั้น มีคุณสมบัติบางอย่างที่เราสามารถพบในสุนทรียศาสตร์ในแบบญี่ปุ่น ซึ่งชาวอาทิตย์อุทัยเรียกคุณสมบัติของความงามชนิดนี้ว่า “โมโนโนะ อาวาเระ” หรือแปลเป็นภาษาไทยก็คือ “ ความเศร้าสร้อยของสรรพสิ่ง ” ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็คืออารมณ์ของความรู้สึกที่เกี่ยวกับความงดงามของสิ่งที่ได้ผ่านไปหรือกำลังจะผ่านไป ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งและเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยเราสามารถรับรู้คุณสมบัติเหล่านี้ผ่านประสาทสัมผัสและการมองเห็นของเรา ผ่านความงามของการดำรงอยู่และสูญสลาย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีนัยยะ ความหมายของปรัชญาในศาสนาพุทธแฝงอยู่ ซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวพันกับกำเนิดของธรรมชาติและการกลับไปสู่จุดเริ่มต้นอันดั้งเดิมเมื่อถึงเวลา

ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัดภายในโรงภาพยนตร์

ทันทีที่แสงไฟในโรงภาพยนตร์สว่างจ้า

มันได้นำผมกลับมายังที่นี่

วินาทีนี้ (ในขณะที่ผมกำลังเรียบเรียงประโยคต่างๆ เหล่านี้อยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ให้คุณๆ ทั้งหลายได้อ่าน ซึ่งถึงตอนนี้ผมเองก็คิดว่ามันใกล้ที่จะเสร็จเต็มทีแล้ว) ภายในห้องแคบเล็กๆ ที่ไร้ความเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งใดๆ ห้องเงียบๆ ซึ่งตัดขาดจากความรวดเร็ว ความวุ่นวายและโกลาหลของเมืองใหญ่ที่อยู่ภายนอกหน้าต่าง ซึ่งจะว่าไปประสบการณ์ของผมในตอนนี้ ย่อมสัมพันธ์กับพื้นที่ภายในห้องที่เงียบงัน (แห่งนี้) มากกว่าโลกของความโกลาหลที่อยู่ภายนอก โลกของผมในตอนนี้จึงเป็นโลกที่กำลังเคลื่อนไหวตัวอย่างเชื่องช้าๆ และเนิบนาบ

“ทะเลคือที่เก็บงำความทรงจำทั้งหมดของสรรพสิ่งทั้งมวลในโลก มันถักใยบาง ๆ ระหว่างความทรงจำ ความฝัน ความรู้สึกของผู้คนและเมืองแห่งหนึ่งผ่านภาพจากเสี้ยวเล็กๆ ของความทรงจำที่รั่วผ่านรอยร้าวของมัน”

ผมนึกถึงถ้อยคำในสูจิบัตรที่แสดงข้อมูลของภาพยนตร์เรื่องนี้

มาถึงวินาทีนี้ตัวผมเองก็ยังไม่แน่ใจว่าความเชื่องช้าสามารถหน่วงเหนี่ยวความทรงจำไว้กับเราได้จริงๆ ความเชื่องช้ามีประสิทธิภาพอย่างที่คุนเดอร่าพูดไว้จริงๆ?

ระลอกคลื่นของภาพเหตุการณ์ที่มาก่อนจะไม่ถูกระลอกคลื่นของภาพเหตุการณ์ที่มาทีหลังทำให้มันจางหายไปในโลกที่เชื่องช้า ภาพของความทรงจำในครั้งเก่าก่อนจะไม่ถูกภาพความทรงจำใหม่ซัดทำให้มันจางหายไปเหมือนคลื่นในทะเล

หรือแท้จริงแล้วความทรงจำก็เป็นเสมือนหยดน้ำที่อยู่ในห้วงมหาสมุทรขนาดใหญ่ที่อาศัยคืนวันที่โลกภายในตัวของเราเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าเล็ดลอดออกมาทางรูรั่วของรอยร้าวและหยิบฉวยจินตภาพที่เกิดขึ้นมาในห้วงเวลาปัจจุบัน เพื่อนำวันเวลาในอดีตของเรากลับมาอีกครั้ง

ในหนังเรื่อง Birth of the Seanema มีข้อความหนึ่งเขียนเอาไว้ว่า

“I am your forgotten memories, I am your invented memories”

หรือแท้จริงแล้ว

ความทรงจำทั้งหลาย แท้ที่จริงก็เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์ประกอบสร้างมันขึ้นมา

เอาไว้ให้อยู่เป็นเพื่อนคลายเหงา

ในโลกที่แสนเดียวดาย



*เผยแพร่ครั้งแรกที่ โอเพ่นออนไลน์: http://www.onopen.com
Link: http://www.onopen.com/2006/02/746

+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:++:+:+:+:+:+:+
Book bought:
-
Book read:
-Corporate Fields: Office Project by AA Design Research Lab--Edited by Brett Steele